Showing posts with label professor kriengsak chareonwongsak. Show all posts
Showing posts with label professor kriengsak chareonwongsak. Show all posts

Sunday, November 27, 2011

ความขัดแย้งเกี่ยวกับพื้นที่ที่ควรได้รับการปกป้องจากอุทกภัย


กวิกฤตภัยครั้งนี้ และการพัฒนาระบบป้องกันและรับมือกับอุทกภัยในระยะยาว ซึ่งกำลังดำเนินการคู่ขนานกันไป

อุปสรรคสำคัญของการแก้ปัญหาครั้งนี้ คือ ความขัดแย้งเกี่ยวกับพื้นที่ที่ควรได้รับการปกป้องจากอุทกภัย

ถึงกระนั้น การเตรียมการป้องกันปัญหาอุทกภัยในอนาคตที่มีการพูดถึงโดยส่วนใหญ่ ให้ความสนใจไปที่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำ การพัฒนาเทคโนโลยีและระบบข้อมูลข่าวสารเพื่อการจัดการน้ำ และการปฏิรูปโครงสร้างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับน้ำ ซึ่งล้วนมีความสำคัญทั้งสิ้น

แต่ถึงแม้ว่า มีความเป็นไปได้ในการพัฒนาระบบป้องกันอุทกภัยเพื่อทำให้ทุกพื้นที่ไม่มีน้ำท่วมและไม่มีผู้ได้รับผลกระทบเลย แต่การดำเนินการเช่นนั้นมีต้นทุนสูงมากและอาจไม่คุ้มค่าในการลงทุนเพื่อให้มีระดับความสามารถในการจัดการน้ำที่มีปริมาณมากกว่าปกติในบางปี ซึ่งนานๆ จะเกิดขึ้นสักครั้งหนึ่ง

ด้วยเหตุนี้ระบบป้องกันอุทกภัยจึงมีความสามารถในการจัดการปริมาณน้ำในระดับหนึ่งเท่านั้น และระบบป้องกันน้ำท่วมรูปแบบหนึ่ง คือการปกป้องบางพื้นที่และผันน้ำไปลงในพื้นที่อื่น ซึ่งหมายความว่าจะมีคนบางกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ ขณะที่คนอีกกลุ่มหนึ่งไม่ถูกน้ำท่วม

ทั้งนี้อุปสรรคสำคัญประการหนึ่งของการแก้ปัญหาวิกฤตครั้งนี้ คือ ความขัดแย้งเกี่ยวกับพื้นที่ที่ควรได้รับการปกป้องจากอุทกภัย จนทำให้บางพื้นที่ไม่ได้รับความร่วมมือจากประชาชนในการสร้างแนวป้องกันน้ำท่วม อันเนื่องจากความรู้สึกถึงไม่เท่าเทียมของประชาชนในพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วมเมื่อเทียบกับพื้นที่ที่ได้รับการปกป้อง รวมทั้งความไม่เห็นด้วยที่รัฐบาลพยายามปกป้องมิให้น้ำท่วมกรุงเทพชั้นในจนทำให้น้ำทะลักเข้านิคมอุตสาหกรรมจนได้รับความเสียหายมหาศาล การพัฒนาระบบจัดการน้ำในอนาคต จึงจำเป็นต้องคำนึงถึงการจัดการกับความเข้าใจและความรู้สึกของประชาชนด้วย

แนวทางหนึ่งที่อาจช่วยลดความขัดแย้งได้ คือ การกำหนดอย่างชัดเจนเกี่ยวกับลำดับความสำคัญของพื้นที่ที่จะได้รับการปกป้องและพื้นที่ที่กำหนดให้เป็นพื้นที่รับน้ำ เพื่อสร้างการรับรู้และการยอมรับของประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยการกำหนดในผังเมืองอย่างชัดเจนว่าแต่ละพื้นที่มีลำดับความสำคัญระดับใด

ตัวอย่างเช่น รัฐบาลอาจกำหนดให้ระบุหมายเลข 1 ถึง 5 สำหรับในพื้นที่ต่างๆ เพื่อจัดลำดับความสำคัญของการป้องกันพื้นที่จากน้ำท่วม โดยกำหนดหมายเลข 1 สำหรับพื้นที่ที่กำหนดให้เป็นแก้มลิง และหมายเลข 5 สำหรับพื้นที่เศรษฐกิจหรือนิคมอุตสาหกรรม เป็นต้น

ทั้งนี้การกำหนดลำดับความสำคัญของแต่ละพื้นที่ต้องสอดคล้องกับสภาพทางกายภาพและสภาพทางเศรษฐกิจของพื้นที่นั้นๆ รวมทั้งต้องมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำที่สอดคล้องกับลำดับความสำคัญของแต่ละพื้นที่ด้วย

นอกจากนี้ หน่วยงานรัฐควรมีการประกาศอย่างชัดเจนว่าแต่ละพื้นที่มีหมายเลขอะไร (โดยอาจระบุลงในโฉนดที่ดินหรือบังคับให้นักพัฒนาที่ดินต้องประกาศให้ประชาชนทราบ) เพื่อให้การใช้ประโยชน์จากพื้นที่นั้นเหมาะสมกับสภาพพื้นที่และป้องกันการสร้างสิ่งปลูกสร้างขวางทางน้ำ 

อีกแนวทางหนึ่ง คือ การจัดระบบชดเชยให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบอย่างเหมาะสม แต่การชดเชยโดยพึ่งพางบประมาณแผ่นดินเพียงอย่างเดียวและกำหนดระดับการชดเชยหลังจากเกิดความเสียหายแล้ว อาจไม่เพียงพอสำหรับชดเชยความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นและไม่สามารถจัดการความรู้สึกของผู้ได้รับผลกระทบได้ ในขณะที่ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ที่ได้รับการปกป้องจากน้ำท่วมก็ไม่ต้องแบกรับต้นทุนจากการคุ้มครองที่ได้รับจากรัฐบาลแต่อย่างใด

ด้วยเหตุนี้ ระบบประกันอุทกภัยน่าจะเป็นคำตอบสำหรับการแก้ปัญหาข้างต้น เพราะจะทำให้ประชาชนทราบระดับความเสี่ยงของการถูกน้ำท่วม และรับรู้ว่า หากเกิดความเสียหายขึ้น เขาจะได้รับการชดเชยอย่างแน่นอน และได้รับทราบล่วงหน้าถึงขนาดของการชดเชยที่จะได้รับ

Wednesday, September 28, 2011

คนไทยมีความสุขน้อยลง


คนไทยมีความสุขน้อยลง

ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์  กรุงเทพธุรกิจ วันพุธที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2549

แนวคิดการพัฒนาประเทศของไทยในปัจจุบัน กำลังเกิดกระแสความไม่เห็นด้วย กับการเน้นเป้าหมาย การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) เพียงเป้าหมายเดียว และมีความพยายามที่จะเสนอให้เปลี่ยนเป้าหมายการพัฒนา ไปสู่การเน้นความสุขของประชาชนในประเทศ หรือความสุขโดยรวมของประชาชาติ (Gross National Happiness: GNH)

Professor Kriengsak Chareonwongsak
ในความเป็นจริง ผมมีความสนใจเกี่ยวกับการพัฒนาดัชนีชี้วัดความสุขมาเป็นเวลานานแล้ว และที่ผ่านมา ผมได้ทำการวิจัยเรื่อง “การพัฒนาชุดดัชนีชี้วัดความสุขของประเทศไทย” ซึ่งเป็นงานวิจัยตามหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูง การบริหารงานภาครัฐและกฎหมายมหาชนรุ่นที่ 5 ของสถาบันพระปกเกล้า 

ผมได้ทำการพัฒนาดัชนีความสุข (Happiness Index) โดยหาความสัมพันธ์ระหว่าง ตัวชี้วัดด้านเศรษฐกิจและสังคม เช่น การเติบโตทางเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อ อัตราการว่างงาน เป็นต้น กับความสุขของประชากรไทย เพื่อจะนำไปสู่การบริหารประเทศ ที่มุ่งความสุขของประชากรโดยตรง

ดัชนีความสุขนี้พัฒนาขึ้นจากแบบจำลอง (Model) ทางเศรษฐศาสตร์ และใช้ฐานข้อมูลจากการสำรวจค่านิยมของคนในโลก (World Values Survey) มากกว่า 90 ประเทศทั่วโลก ที่จัดทำโดย International Network of Social Scientists ซึ่งทำการสำรวจมาแล้วจำนวน 4 ครั้ง


ผลการศึกษาพบว่า ภาวะความขัดแย้งทางการเมืองและราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นในปัจจุบัน เป็นเหตุทำให้ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2549 คนไทยประมาณ 1.3 ล้านคน หรือ ร้อยละ 2.1 ที่เคยมีความสุขมาก กลับมีความสุขลดลง เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกัน ของปีก่อน ขณะที่คนไทยที่ค่อนข้างมีความสุขมีจำนวนเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.2 ส่วนคนที่ไม่ค่อยมีความสุข และคนที่ไม่มีความสุขเลยมีจำนวนเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.87 (ตารางที่ 1)

ตารางที่ 1 การกระจายประชากรไทยตามช่วงระดับความสุขต่างๆ (ร้อยละ)

ระดับความสุข

2548


2549
Q1 Q2 Q3 Q4 Q1
ไม่มีความสุขเลย 0.62 0.61 0.70 0.78 0.73
ไม่ค่อยมีความสุข 7.70 7.61 8.23 8.82 8.46
ค่อนข้างมีความสุข 53.17 53.03 54.02 54.88 54.37
มีความสุขมาก 38.51 38.75 37.06 35.52 36.44
รวม 100.00 100.00 100.00 100.00 100.00



ผลการศึกษายังพบอีกว่า ตัวแปรที่มีอิทธิพลต่อระดับความสุขของคนแบ่งออกเป็นตัวแปรด้านจุลภาคและมหภาค ในกลุ่มตัวแปรจุลภาคที่ประกอบด้วย เพศ อายุ สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา การมีงานทำและระดับรายได้ เพศหญิงมีความสุขมากกว่าชาย, คนที่มีความสุขน้อยที่สุดอยู่ที่อายุประมาณ 52 ปี, คนที่อยู่ด้วยกัน หรือคู่แต่งงาน มีความสุขมากกว่าคนที่เป็นโสด และหย่าร้างตามลำดับ, และระดับการศึกษา และระดับรายได้ยิ่งสูง ยิ่งทำให้คนมีความสุขมากขึ้น

สำหรับตัวแปรมหภาคที่มีอิทธิพลต่อระดับความสุขของคน คือ การเติบโตทางเศรษฐกิจ อัตราการว่างงาน  และอัตราเงินเฟ้อ โดยการเติบโตทางเศรษฐกิจสัมพันธ์ทางบวกกับระดับความสุข ในขณะที่อัตราการว่างงาน และอัตราเงินเฟ้อสัมพันธ์ทางลบ กับระดับความสุข ยิ่งไปกว่านั้น ผมยังพบว่าอัตราเงินเฟ้อมีอิทธิพลต่อความสุขมากที่สุด รองลงมาได้แก่ อัตราการว่างงานและอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจตามลำดับ

ที่ผ่านมารัฐบาลชุดนี้สนใจเฉพาะการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หรือจีดีพีเพียงเป้าหมายเดียวเท่านั้น แต่แนวทางการพัฒนาดังกล่าว ไม่ได้ทำให้ประชาชนมีความสุขอย่างแท้จริง จากงานวิจัยชิ้นนี้ ผมคิดว่าถึงเวลาแล้ว ที่ทุกฝ่ายต้องร่วมกันแก้ปัญหาวิกฤติทางการเมือง และทบทวนเป้าหมายการพัฒนาประเทศโดยมุ่งเน้นเป้าหมายต่างๆ อย่างสมดุล โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะทำให้คนไทยมีระดับความสุขมากขึ้น

บทความ ของ ศาสตราจารย์ ดร. เกรียงศักดิ์ เจริญวงศักดิ์ (Profressor Kriengsak Chareonwongsak, Senior Fellow at Harvard University's Center of Business and Government and an Associate) credit by www.kriengsak.com

ควรเลือกเป้าหมายใด : เงินเฟ้อ หรือจีดีพี?


ควรเลือกเป้าหมายใด : เงินเฟ้อ หรือจีดีพี?

ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์  กรุงเทพธุรกิจ   วันพุธที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2549

เศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะที่เงินเฟ้อสูงขึ้นพร้อมกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจ เนื่องจากแรงกดดันจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น การดำเนินนโยบายการเงินการคลังอยู่ในภาวะ "หนีเสือปะจระเข้" กล่าวคือ หากธนาคารแห่งประเทศไทย ใช้นโยบายการเงินแบบเข้มงวด เพื่อควบคุมเงินเฟ้อ จะทำให้เศรษฐกิจยิ่งชะลอตัวลง แต่หากกระทรวงการคลัง ใช้นโยบายการคลังแบบขยายตัว เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ จะยิ่งทำให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้น

ปัญหาจึงเกิดขึ้นเมื่อธนาคารแห่งประเทศไทย ถูกมองว่าใช้นโยบายการเงินค่อนข้างเข้มงวด โดยการขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทำให้ข้อถกเถียงกันอย่างกว้างขวางว่า การขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวรุนแรงมากขึ้น ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยให้เหตุผลว่า เป็นการตัดไฟแต่ต้นลม เพื่อการจัดการมิให้เงินเฟ้อขยายตัวไปมากกว่านี้ ซึ่งจะทำให้แก้ไขได้ยาก

ประเด็นสำคัญของความขัดแย้งเชิงนโยบายนี้ จึงอยู่ที่ว่าผู้มีอำนาจในการบริหารเศรษฐกิจของชาติ ควรให้ความสำคัญกับเป้าหมายใด

การตอบคำถามดังกล่าว เราจำเป็นต้องพิจารณาบริบทแวดล้อมทางเศรษฐกิจในปัจจุบันและแนวโน้มเศรษฐกิจในอนาคต ซึ่งจากการวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ ผมขอสรุปว่า การบริหารเศรษฐกิจในครึ่งหลังของปี 2549 ควรเน้นเป้าหมายการขยายตัวทางเศรษฐกิจมากกว่าการควบคุมเงินเฟ้อ

Professor Kriengsak Chareonwongsak
เหตุที่สรุปเช่นนี้เพราะในครึ่งปีหลัง ปัญหาเงินเฟ้อน่าจะรุนแรงน้อยกว่าปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัว แม้ว่าเศรษฐกิจในไตรมาสแรกของปี 2549 จะขยายตัวถึงร้อยละ 6 แต่หน่วยงานเศรษฐกิจของรัฐทุกแห่งกลับคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจครึ่งปีหลังจะชะลอตัวลงกว่าครึ่งปีแรก ทำให้ทุกสำนักปรับลดเป้าหมายการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจปี 2549 ลงจากเดิม ขณะที่อัตราเงินเฟ้อได้รับการคาดการณ์ว่าจะลดลงในครึ่งปีหลัง ทำให้ค่าเฉลี่ยของเงินเฟ้อตลอดทั้งปีต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อในช่วงครึ่งปีแรก 

เศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลังจะได้รับผลกระทบจาก 2 ปัจจัยสำคัญ คือการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2550 ที่ล่าช้า และราคาน้ำมันโลก ซึ่งจากการวิเคราะห์ผลกระทบจากทั้งสองปัจจัยนี้โดยใช้แบบจำลองดุลยภาพทั่วไป (Computable General Equilibrium) ผมพบว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจจะลดลงมากกว่า เพราะได้รับผลกระทบเชิงลบ จากทั้งสองปัจจัยดังกล่าว แต่ทั้งสองปัจจัยนี้จะส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้อในลักษณะที่หักล้างกัน ซึ่งทำให้อัตราเงินเฟ้อไม่เพิ่มขึ้นมากนัก (ตารางที่ 1)

การเลือกตั้งที่ล่าช้าจะทำให้การเบิกจ่ายงบประมาณประจำปี 2550 ล่าช้าออกไปอย่างน้อย 3 เดือน หรือหมายความว่าจะไม่มีการเบิกจ่ายงบลงทุนในไตรมาสสุดท้ายของปี 2549 คิดเป็นเม็ดเงินประมาณ 7 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่แท้จริง (real GDP growth) ปี 2549 ลดลงร้อยละ 0.41 จากตัวเลขประมาณการเดิม ขณะที่ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 15 (เป็น 65 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล) จะทำให้จีดีพีลดลงอีกร้อยละ 0.51 เมื่อรวมผลกระทบจากทั้งสองปัจจัยนี้ เศรษฐกิจปี 2549 จะลดลงถึงร้อยละ 0.92

แต่ในกรณีผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อ การไม่มีการเบิกจ่ายงบลงทุนในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2549 จะลดแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ ทำให้อัตราเงินเฟ้อลดลงร้อยละ 0.41 จากตัวเลขประมาณการเดิม ขณะที่ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 15 จะทำให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น 0.58 ดังนั้น ผลกระทบของทั้งสองปัจจัยนี้ จะทำให้อัตราเงินเฟ้อในปี 2549 เพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 0.17 จากตัวเลขประมาณการเดิม

ตารางที่ 1 ผลการวิเคราะห์ผลกระทบของการเบิกจ่ายงบประมาณล่าช้าและราคาน้ำมัน  ตัวแปร ผลกระทบจาก
การเบิกจ่ายงบล่าช้า
การเบิกจ่ายงบล่าช้า ผลกระทบจาก
ราคาน้ำมันเพิ่มร้อยละ 15
ราคาน้ำมันเพิ่มร้อยละ 15  รวมผลกระทบ
จากทั้งสองปัจจัย
จากทั้งสองปัจจัย อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่แท้จริง (%) -0.41 -0.51 -0.92 ดัชนีราคาผู้บริโภค (%) -0.41 0.58 0.17   ที่มา : เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ (2549)
การใช้นโยบายการเงินแบบเข้มงวดเกินไป ยังอาจจะไม่มีประสิทธิภาพ เนื่องจากปัญหาเงินเฟ้อของไทยในปัจจุบัน เป็นเงินเฟ้อจากแรงผลักด้านต้นทุน (cost push inflation) ซึ่งเกิดจากราคาน้ำมันที่เป็นปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ การเพิ่มอัตราดอกเบี้ยจึงไม่ช่วยให้แรงกดดันต่อเงินเฟ้อลดลง ขณะที่ประชาชนและผู้ประกอบการขาดความเชื่อมั่นต่อภาวะเศรษฐกิจไทยในอนาคต เนื่องจากปัญหาทางการเมือง และผลกระทบจากราคาน้ำมัน ส่งผลทำให้ชะลอการบริโภคและการลงทุนชะลอตัวลงอยู่แล้ว ทางการจึงไม่จำเป็นต้องใช้นโยบายการเงินที่ตึงตัว เพื่อลดแรงกดดันต่อเงินเฟ้อด้านอุปสงค์ สถานการณ์ปัจจุบันเงินบาทแข็งค่าขึ้น เพราะเงินลงทุนระยะสั้นไหลเข้ามาในประเทศไทย และทำให้มีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ เป็นจำนวนมาก ประเทศไทยจึงไม่จำเป็นมากนักที่ต้องขึ้นดอกเบี้ย เพื่อรักษาเงินลงทุนระยะสั้นจากต่างประเทศ แต่น่าจะยอมให้เงินลงทุนระยะสั้นที่ไหลเข้ามาชะลอตัวลงบ้าง เพื่อไม่ทำให้ค่าเงินบาทแข็งเกินไป และยังเป็นการกระตุ้นการส่งออกในครึ่งปีหลัง นอกจากนี้ นโยบายการเงินที่เข้มงวดเกินไปจะส่งผลกระทบต่อประชาชนอย่างรุนแรง เพราะนโยบายประชานิยมของรัฐบาล ได้ทำให้หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง หากดอกเบี้ยเพิ่มสูงขึ้นมากเกินไป จะทำให้ความสามารถในการชำระหนี้ของประชาชน ลดลง จนอาจเกิดปัญหาหนี้เสียตามได้ ผมจึงเห็นด้วยกับผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยที่ระบุว่า จะขึ้นดอกเบี้ยเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว
บทความ ของ ศาสตราจารย์ ดร. เกรียงศักดิ์ เจริญวงศักดิ์ (Profressor Kriengsak Chareonwongsak, Senior Fellow at Harvard University's Center of Business and Government and an Associate) credit by www.kriengsak.com

Saturday, May 28, 2011

Professor Kriengsak Chareonwongsak สะสมความคิด

Professor Kriengsak Chareonwongsak
ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์
ผู้อำนวยการสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา


"สะสมความคิด เป็นหนึ่งใน 3 สิ่งของสะสมของผมมาตั้งแต่วัยเด็ก"

อาจารย์ เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ถือเป็นนักเขียนบทความทางวิชาการที่มีชื่อเสียงท่านหนึ่งในบ้านเราที่ วิเคราะห์ถึงสิ่งที่สังคมไทยขาดอย่างรุนแรงยิ่งคือ การที่สังคมไทยเป็นสังคมที่คนคิดไม่เป็น อาจารย์เกรียงศักดิ์จึงได้เขียนหนังสือเพื่อเสนอแนะ แนะนำให้คนในสังคมไทยพัฒนาคนให้คิดเป็น เช่น ลายแทงนักคิด และหนังสือชุดผู้ชนะ 10 คิด เป็นการนำเสนอเครื่องมือในการคิด 10 มิติผสมผสานกัน…

      " สาเหตุที่การศึกษาไทยไม่ได้มีส่วนสอนให้เด็กคิดเป็น มีสาเหตุด้วยกันหลายประการ โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสภาพการเลี้ยงดูและสร้างคนของสังคมไทย ได้แก่

      เน้นการเชื่อฟัง อยู่ภายใต้ระบบการเชื่อฟังมาโดยตลอด ทั้งระบบครอบครัว การศึกษาและสังคม ส่งผลให้คนในสังคมไม่ได้รับการส่งเสริมให้คิดเอง หรือคิดแตกต่างมากเท่าที่ควร เช่น การที่ครูอาจารย์ที่ไม่ชอบให้นักเรียนโต้แย้ง เป็นต้น มุ่งเรียนท่องจำเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นบรรยากาศของการเรียนแบบท่องจำ ทำให้ผู้เรียนขาดความสามารถในการคิด วิเคราะห์ และประเมินสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างสมเหตุสมผล การเรียนการสอนที่ให้ผู้สอนเป็นศูนย์กลาง และทำหน้าที่ให้ข้อมูลแต่ทางเดียว โดยไม่มีการอธิบายถึงเหตุผลเบื้องหลัง ทำให้ผู้รับไม่ถูกฝึกการคิดแบบวิพากษ์ ไม่พยายามหาข้อสรุปด้วยตนเอง อีกทั้งการสอบและประเมินผลเน้นการท่องจำสิ่งที่เรียนได้มากกว่าการสอบที่ มุ่งวัดความรู้ ความเข้าใจและความสามารถทางการคิดของผู้เรียน

      ขาด การส่งเสริมการอ่านและแสวงหาความรู้มากเพียงพอ ในการปลูกจิตสำนึกให้รักและแสวงหาความรู้ โดยผู้เรียนมักจะให้ความสำคัญกับการอ่านเพื่อสอบเป็นหลัก โดยไม่ได้หาความรู้ที่นอกเหนือการนำไปสอบมากนัก อย่างไรก็ตาม รัฐบาลได้เล็งเห็นถึงปัญหาเหล่านี้ โดยพยายามดำเนินการแก้ไขและพัฒนามากขึ้น ในช่วงปฏิรูปการศึกษา ซึ่งคงต้องใช้ระยะเวลาสักช่วงหนึ่งกว่าจะเห็นผลการสร้างเด็กให้คิดเป็น

      วิธี การสร้างให้เด็กคิดเป็น มีหลายประการได้แก่ สร้างระบบการศึกษาที่ให้ทั้งความรู้และสร้างปัญญาเป็นแกนหลัก ดังที่ผมกล่าวไว้ว่า สถานศึกษาจะต้องเป็นเรือนเพาะชำทางปัญญา มิใช่คุกทางปัญญา ซึ่งแนวคิดดังกล่าวสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ในหนังสือ "คลื่นลูกที่ 5 ปราชญ์สังคม"

      สร้างหลักสูตรการคิดในการศึกษา ตามอัธยาศัย เนื่องด้วยปัจจุบันมีคนในสังคมจำนวนมากที่ยังไม่ได้รับการพัฒนาด้านความ สามารถทางการคิดเท่าที่ควร โดยเฉพาะกลุ่มคนวัยทำงานที่จบจากระบบการศึกษาไปแล้ว ดังนั้นสังคมจึงควรสร้างช่องทางพัฒนาความสามารถทางการคิดอย่างเป็นระบบให้ กลุ่มวัยแรงงานให้มากขึ้นด้วย โดยจัดหลักสูตรการคิดระยะสั้น ๆ เพื่อพัฒนาคนกลุ่มนี้ได้ต่อเนื่องตลอดชีวิต ไม่ใช่มุ่งแต่พัฒนาผู้เรียนในระบบการศึกษาเท่านั้น สร้างให้พ่อแม่ให้มีส่วนพัฒนาการคิดให้กับลูกมากขึ้น โดยการจัดฝึกอบรมและให้ความรู้กับพ่อแม่ให้มีทักษะการสอนด้านการคิดให้กับ ลูกของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นวิธีการเลือกสื่อการเรียนรู้ต่าง ๆ ที่มีส่วนพัฒนาทักษะการคิดได้เหมาะสมตามช่วงวัย การให้ความรู้เกี่ยวกับวิธีการหรือเทคนิคในการถามหรือตอบลูกที่มีส่วนในการ พัฒนาด้านการคิด วิธีการฝึกให้เด็กสนใจ ตั้งใจ จดจ่อกับการอ่าน การกระตุ้นและไม่ตีกรอบการคิด การสนใจกับสิ่งที่เด็กบอกกล่าว การกระตุ้นและไม่ตีกรอบการคิด การฝึกให้เด็กคิดและจินตนาการ

      สร้าง สังคมให้เห็นคุณค่าและให้ความสำคัญของการคิด โดยการสร้างบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นในทุกที่ มิใช่เฉพาะในโรงเรียนเท่านั้น เพื่อเปิดทางและแนะแนวให้คนในสังคมมีความสามารถในการคิดเรื่องต่าง ๆ มากขึ้น เช่น การยกย่องคนเก่งมากขึ้น การให้ความสำคัญกับการรวมกลุ่มหรือทำกิจกรรมของวัยรุ่นหรือกลุ่มคนต่าง ๆ ในสังคมเพื่อพัฒนาการคิด เช่น การจัดประกวดการออกแบบ การสร้างสิ่งประดิษฐ์ หรือการจัดเวทีสัมมนา เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น นำเสนอวิพากษ์และข้อคิดเห็นต่าง ๆ เป็นต้น "

      เหตุที่อาจารย์ เกรียงศักดิ์สนใจศึกษาเกี่ยวกับการคิด และเขียนหนังสือเผยแพร่ออกมาหลายเล่ม เป็นเพราะอาจารย์เล็งเห็นถึงความสำคัญในการพัฒนาทักษะการคิด

      "ความ คิดเป็นจุดเริ่มต้นของทุกสิ่ง เพราะความคิดจะนำไปสู่การกำหนดค่านิยม ทัศนคติ การแสดงออกทางพฤติกรรม และความรู้สึกต่าง ๆ ทำให้ความคิดจึงเป็นจุดเริ่มต้นในการกำหนดความสำเร็จหรือความล้มเหลวให้กับ คนหรือสังคมนั้นได้ ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาการคิดให้กับคนเป็นอันดับ สำคัญที่สุด

      การเห็นผลกระทบจากการไม่คิดของคนในสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 ที่แสดงถึงความอ่อนแอทางความคิด ทำให้ทั้งสังคมได้รับผลกระทบจนมาถึงทุกวันนี้ หรือปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันไม่ว่าจะเป็น การเชื่อข่าวลืออย่างง่าย ๆ ปัญหาสภาพแวดล้อมเสื่อมโทรม ปัญหาการใช้ความรุนแรง หรือปัญหาการเลียนและรับค่านิยมจากต่างประเทศมาใช้อย่างไม่ถูกต้อง เป็นต้น

      การ ต้องการเห็นคนและประเทศไทยเจริญก้าวหน้า ผมรู้ว่าการคิดเป็นจุดเริ่มต้นของความสำเร็จ ความคิดเป็นปัจจัยสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและความก้าวหน้า โดยเฉพาะในยุคอนาคตที่โลกก้าวเข้าสู่สังคมแห่งความรู้ สังคมแห่งเทคโนโลยี และสังคมที่มีการแข่งขันสูง ทำให้คนหรือประเทศจะเจริญก้าวหน้าได้ ต้องเริ่มจากการมีความสามารถทางการคิดที่เอื้อต่อความสำเร็จ ดังที่ประเทศต่าง ๆ ที่พัฒนาแล้วในโลกต่างเดินในเส้นทางนี้ อันจะทำให้คนไทยและประเทศไทยไม่ถูกเอาเปรียบจากต่างชาติอย่างไม่เป็นธรรม สามารถอยู่รอดและแข่งขันในเวทีระดับโลกได้ "

      ซึ่งการพัฒนาทักษะความคิดนั้นเป็นสิ่งที่อาจารย์เกรียงศักดิ์ถือเป็นสิ่งสำคัญที่ควรปฏิบัติ

      "การ สะสมความคิด เป็นหนึ่งใน 3 สิ่งของสะสมของผมมาตั้งแต่วัยเด็ก คือ การสะสมความคิด หนังสือและมิตรภาพ โดยผมให้คุณค่าการคิดเป็นอันดับแรกและให้น้ำหนักมากที่สุด เนื่องจากกเห็นคุณค่าของการพัฒนาความสามารถทางการคิด ว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นสู่การสร้างความเจริญก้าวหน้า และประโยชน์ให้กับทั้งตัวผมเองและผู้อื่นได้

      สอนทีมงาน ผมเริ่มต้นการถ่ายทอดการคิด โดยการสอนทีมงานในสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ผมเป็นผู้อำนวยการอยู่ คนที่ทำงานกับผมเหมือนเข้ามาอยู่ในเรือนเพาะชำทางปัญญา ผมจะเปิดโอกาสให้ทีมงานได้คิด ค้นพบและนำศักยภาพของตนเองออกมาใช้ให้มากที่สุด ยอมให้เขาทำผิด-ทำถูก และเขาคิดเป็นแล้วผมก็ยกให้เขาทำงานชิ้นที่ยากขึ้นใหญ่ขึ้น เพื่อให้พัฒนาการคิดในลำดับที่ยากและซับซ้อนขึ้น

      สร้างสังคม ให้คิดเป็น ผมเห็นว่าการสอนแต่ทีมงานนั้นไม่เพียงพอ เพราะจำกัดอยู่ในเพียงบางกลุ่มคน ผมจึงตั้งเป้าจะถ่ายทอดการสอนด้านการคิดสู่คนในสังคมร่วมด้วย ผมจึงให้ความสำคัญและทำงานหนักในการทำหนังสือการคิด โดยเขียนหนังสือเรื่องการคิดออกมาเป็นหนังสือชุด ชื่อ "ผู้ชนะ 10 คิด" โดยมีเล่มแรกคือลายแทงนักคิด เป็นการเขียนภาพรวมของการคิดทั้ง 10 แบบจากนั้นจึงเขียนหนังสือ การคิดเชิงวิเคราะห์ การคิดเชิงเปรียบเทียบ การคิดเชิงวิพากษ์ การคิดเชิงมโนทัศน์ การคิดเชิงสังเคราะห์ การคิดเชิงกลยุทธ์ การคิดเชิงประยุกต์ การคิดเชิงอนาคต การคิดเชิงสร้างสรรค์ และการคิดเชิงบูรณาการ

      สาเหตุที่ผม เขียนเป็นชุดหนังสือการคิดทั้ง 11 เล่มนี้ เนื่องด้วยการคิดมีหลายประเภท แต่ละแบบมีความหมาย เนื้อหา วิธีการและเทคนิคการคิดแตกต่างกัน อีกทั้งการจะสอนเรื่องการคิดให้คนในสังคมไทยนับเป็นเรื่องใหม่ที่คนจำนวนมาก ไม่ค่อยมีพื้นฐานเรื่องนี้มากนัก จึงทำให้ผมต้องแยกเขียนหนังสือการคิด 10 มิติออกจากกัน"

      นอกจากนี้อาจารย์เกรียงศักดิ์ยังมองว่าสังคม ไทยยังขาดในด้านการเรียนรู้และจริยธรรมอีกด้วย ที่คนไทยต้องพัฒนาควบคู่กันไปกับการพัฒนาทักษะความคิด

      "จาก ที่ผมทำวิจัยเรื่อง "คุณลักษณะของคนไทยที่พึงประสงค์แบ่งตามช่วงวัย" พบว่า ลักษณะคนไทยที่พึงประสงค์ที่จะมีส่วนในการพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าและ สอดคล้องกับโลกอนาคต มีด้วยกัน 10 ลักษณะหลัก ๆ ได้แก่ ขยัน อดทน และทุ่มเททำงานหนัก มีระเบียบวินัย ซื่อสัตย์ มีวิสัยทัศน์ ทำสิ่งต่างๆ อย่างดีเลิศ รักการเรียนรู้ตลอดชีวิต มีจิตสำนึกประชาธิปไตย เห็นคุณค่าเอกลักษณ์ความเป็นไทย มีจิตสำนึกเพื่อผู้อื่นและส่วนรวม และประหยัด อดออม แต่ในที่นี้ผมให้น้ำหนักอย่างมากใน 2 คุณลักษณะที่จำเป็น คือ

      รักการเรียนรู้ตลอดชีวิต ในอนาคตโลกจะปรับตัวเข้าสู่การเป็นสังคมแห่งความรู้ ซึ่งความรู้กลายเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความได้เปรียบ ทำให้คนจำเป็นต้องเป็นคนที่สามารถแสวงหาความรู้ พัฒนาและสร้างองค์ความรู้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้นำพาตนเองสู่ความสำเร็จได้ และนำพาประเทศชาติไปสู่การพัฒนา มีความเจริญก้าวหน้าและสามารถแข่งขันได้

      และมีคุณธรรมจริยธรรม สภาพสังคมปัจจุบันและอนาคตจะมีการแข่งขันรุนแรงขึ้นในทุกด้าน ผู้คนต่างจะเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวเป็นหลัก เกิดการแย่งชิงทรัพยากรส่วนรวมมากขึ้น การเข้ามาของกระแสความคิดและวัฒนธรรมต่างประเทศบางประการที่ขัดกับหลัก จริยธรรม สภาพการณ์เช่นนี้จึงจำเป็นที่การผลิตและสร้างกำลังคนจะต้องมุ่งปลูกฝัง คุณลักษณะคนไทยให้เป็นผู้มีทั้งความรู้คู่คุณธรรมมากขึ้น จึงจะสามารถค้ำจุนและจรรโลงให้สังคมยังคงอยู่รอด มีสันติสุข และอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข"

      สำหรับแนวโน้มในอนาคตที่คนไทย จะคิดเป็น และเรียนรู้ที่จะวิเคราะห์สิ่งต่าง ๆในสังคมอย่างมีคุณธรรมนั้นอาจารย์เกรียงศักดิ์กล่าวว่า…

      "ผม คิดเห็นว่ามีแนวโน้มเด็กไทยจะวิเคราะห์วิจารณ์เป็นมากขึ้น เนื่องจากประเทศไทยมีการปฏิรูปการศึกษา พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542และที่แก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 ในมาตรา 24 ระบุถึงการจัดกระบวนการเรียนรู้ให้ผู้เรียนคิดเป็น โดย ใน (2) ระบุว่า "ฝึกทักษะ กระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญสถาณการณ์และการประยุกต์ความรู้มาใช้เพื่อป้องกันและก้ไขปัญหา" ใน (3) "จัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ฝึกปฏิบัติให้ทำได้ คิดเป็น ทำเป็น รักการอ่านและเกิดการใฝ่รู้อย่างต่อเนื่อง"

      สภาพสังคมบีบให้ เด็กต้องคิด และมีการพัฒนาด้านการคิด เนื่องด้วยสภาพสังคมปัจจุบันที่ก้าวเข้าสู่ยุคแห่งความรู้ที่ความรู้เป็น ปัจจัยสำคัญในการสร้างความได้เปรียบทางเศรษฐกิจและโอกาสทางสังคม ประกอบกับสภาพที่โลกเชื่อมต่อ ด้วยระบบข้อมูลข่าวสาร การใช้เทคโนโลยีขั้นสูง และการมีสภาพการแข่งขันที่สูงขึ้น ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การศึกษา ฯลฯ ซึ่งล้วนแต่เป็นแรงบีบ ทำให้เด็กต้องคิดมากขึ้น เพื่อสามารถอยู่รอดและแข่งขันได้ รัฐธรรมนูญเปิดให้มีเสรีภาพในการคิดมากขึ้น รัฐธรรมนูญมาตรา 39 ระบุว่า "บุคคลย่อมมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น" ซึ่ง เป็นการให้เสรีภาพ โดยโอกาสให้ประชาชนสามารถวิพากษ์วิจารณ์ และนำเสนอความคิดเห็นที่แตกต่างหลากหลายขึ้น อันก่อให้เกิดการผสมเกสรทางปัญญา หรือการพัฒนาด้านความคิดมากขึ้น

      และ หากคนไทยเป็นคนที่คิดเป็น สังคมก็จะเป็นสังคมที่ใช้ปัญญา ไม่ไหลไปตามกระแส รู้จักคิดไตร่ตรองอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจ คนในสังคมมีค่านิยมรักการเรียนรู้ รักการค้นคว้า รักการคิด สามารถคิดสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ที่เหมาะสมกับคนในยุคนี้และยุคอนาคตต่อไป ได้ สังคมที่มีประสิทธิภาพ เป็นสังคมที่สามารถสร้างประโยชน์สูงสุดได้จากทรัพยากรที่มีจำกัด ทั้งจาก คน ระบบ และสภาพแวดล้อม ลดการสูญเสียทรัพยากรโดยไม่จำเป็นที่เกิดจากการลองผิดลองถูก หรือกระทำไปโดยไม่รู้ สังคมที่มีคุณธรรมจริยธรรม เป็นสังคมที่มีความเข้มแข็ง มั่นคง มีสันติสุข ซึ่งเกิดจากการพัฒนารากฐานกระบวนการคิดและค่านิยมของคนให้รู้จักใช้เหตุผล และความคิดให้เป็นไปในทิศที่ถูกต้องเหมาะสมมากขึ้น "

      ก็ได้ แต่คาดหวังว่าแนวคิดต่าง ๆ ที่อาจารย์เกรียงศักดิ์ได้เขียนให้คนไทยได้อ่านจะสามารถนำไปพัฒนาความคิด ความอ่าน ให้เป็นคนที่คิดเป็นและที่สำคัญเหนืออื่นใด คงไม่ใช่เป็นคนที่คิดเป็นอย่างเดียว หากคิดเป็นแล้วก็ต้องลงมือปฏิบัติเป็นด้วย…

Thursday, May 12, 2011

Professor Kriengsak Chareonwongsak


Professor Kriengsak Chareonwongsak is President of the Institute of Future Studies for Development in Thailand (IFD) and Chairman of Success Group of Companies in Thailand. He is a Visiting Fellow of the Oxford Internet Institute conducting research on Internet Filtering in Thailand. Professor Kriengsak Chareonwongsak is also a Senior Fellow at Harvard University's Center of Business and Government and an Associate, Weatherhead Center for International Affairs, Harvard University. Professor Kriengsak has taught at universities overseas and in Thailand on economics, public policy and development issues. Professor Kriengsak Chareonwongsak academic analyses and proposals are popularly read, having been published in 150 books for public readership and in over 3000 articles on a variety of topics, with his perspectives often highlighted in interviews carried by a wide variety of media sources in Thailand and overseas. Professor Kriengsak Chareonwongsak has presented over 200 academic papers at international conferences, and has given over 2200 lectures in fifty countries.


  
Professor Kriengsak Chareonwongsak

Professor Kriengsak obtained first class honors and a PhD in Economics from Monash University, Australia, 1981 and a Masters of Public Administration from Harvard University. He is a Research Professor at Regent University, USA and an Adjunct Professor at many universities both in Thailand and overseas. Prior to Thailand's recent parliamentary dissolution, Professor Kriengsak was an elected Member of Parliament. Currently he is on the Executive Board of the Democrat Party, Thailand, having also held fifty positions as an active participant in various organizations and committees at national level. He was a member of Thailand's National Committee for International Economic Policy. He was also Chairman of the Education, Religion, Arts and Culture Commission, Vice Chairman of the Economic, Commerce and Industry Commission of the National Economic and Social Advisory Council, and Advisor to the Senate Foreign Affairs Commission and Privatization Commission.

Monday, April 18, 2011

Professor Kriengsak chareonwongsak siam araya starting in idea



เราทุกคนสามารถที่จะร่วมกันสร้าง สังคมที่ดี สร้างสยามอารยะ สร้างเมืองไทยให้เป็นอารยะประเทศ โดยเริ่มจากสิ่งที่เราสนใจ

ส่วนหนึ่งของ คำปราศัย ของ ศาสตราจารย์ ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ (Professor Kriengsak Chareonwongsak)

Monday, April 11, 2011

นโยบายขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำกับการตีความทฤษฎีสองสูง

Professor Kriengsak Chareonwongsak
          ในช่วงเวลาที่กำลังเข้าใกล้ฤดูกาลเลือกตั้งในช่วงกลางปีนี้ พรรคการเมืองต่างๆ เริ่มเข้าสู่โหมดของ
การเลือกตั้ง โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ที่รณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง โดยชูธงประกาศนโยบายแรกออกมาคือ
การขึ้นอัตราค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำอย่างน้อยร้อยละ 25 ภายใน 2 ปี นโยบายนี้ทำให้ผมคิดถึง “ทฤษฎีสอง
สูง” ที่เจ้าสัวธนินท์แห่งซีพีได้เสนอไว้ ซึ่งมีแนวคิดในการเพิ่มเงินเดือนและค่าจ้างแรงงานควบคู่ไปกับการ
เพิ่มราคาสินค้า โดยเฉพาะสินค้าเกษตร โดยเชื่อว่าจะทำให้เกษตรกรมีรายได้ที่ดีขึ้น โดยที่ประชาชนทั่วไป
ไม่ได้รับผลกระทบจากข้าวของที่แพงขึ้น เนื่องจากมีรายได้สูงขึ้น

           ทฤษฎีดังกล่าวมีแนวความคิดที่น่าสนใจ และทำให้ผมเกิดคำถามว่า การตีความทฤษฎีสองสูงควร
มีนัยในลักษณะที่เป็นเครื่องมือ (mean) หรือเป็นเป้าหมาย (end) ซึ่งผมเห็นว่า การเพิ่มเงินเดือนควรเป็น
เป้าหมายไม่ใช่เครื่องมือและการเพิ่มราคาสินค้าควรเป็นเครื่องมือที่ไม่ขัดแย้งกับกลไกตลาด

           หากพิจารณาด้วยแนวคิดเศรษฐศาสตร์ ต้นทุนแรงงานและราคาสินค้ามีลักษณะเป็นผลหรือเป้าหมายมากกว่าเป็นเหตุหรือเครื่องมือ โดยปัจจัยที่กำหนดค่าจ้างแรงงานของประเทศหรือเศรษฐกิจใดๆ เป็นผลจากโครงสร้างของปัจจัยการผลิตในประเทศนั้นๆ โดยประเทศที่มีจำนวนแรงงานมากจะมีต้นทุนค่าจ้างแรงงานต่ำ ซึ่งทำให้มีความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบในอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น แต่ประเทศที่มีทุนมากจะมีความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบในอุตสาหกรรมที่ใช้ทุนเข้มข้น ในขณะที่ราคาสินค้าถูกกำหนดด้วยกลไกตลาด ซึ่งเป็นตามอุปสงค์และอุปทานของสินค้านั้นๆ

บทความจาก ศาสตราจารย์ ดร. เกรียงศักดิ์ เจริญวงศักดิ์ (Profressor Kriengsak Chareonwongsak, Senior Fellow at Harvard University's Center of Business and Government and an Associate)

Wednesday, April 6, 2011

กระบวนทัศน์ในการคิดเชิงกลยุทธ์(Paradigm Shift)

1) Paradigm Shift
การเปลี่ยนแปลงเรื่องต่างๆ ในการทำงานหรือในเชิงธุรกิจย่อมมีอยู่เสมอทั้งที่เปลี่ยนเพื่อแก้ปัญหา หรือเปลี่ยนเพื่อการพัฒนาที่ดี หากแต่ส่วนใหญ่มิใช่การเปลี่ยนแปลงในเชิงกลยุทธ์การปรับเปลี่ยนในเชิง กลยุทธ์ที่แท้จริงต้องเริ่มที่ เปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ในการคิดเชิงกลยุทธ์(Paradigm Shift)มิใช่เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงเฉพาะวิธีการ เช่นการเปลี่ยนเทคนิคการตลาด แต่จะหมายถึงการเปลี่ยนแปลงวิถีการตลาดของบริษัทเป็นต้น ซึ่งใน การเปลี่ยน Paradigm Shift นี้ เราจะต้องเรียนรู้ถึงการปรับดังนี้
- Vision Shift
- Direction Shift
- Management Shift
- Corporate Culture Shift

การคิดเชิงกลยุทธ์ (Strategic Thinking)


จาก หนังสือ สุดยอด แนะนำแห่งปี  การคิดเชิงกลยุทธ์ (Strategic Thinking)

การคิดเชิงกลยุทธ์
ผู้แต่ง/ผู้แปล : เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์/ Professor Kriengsak Chareonwongsak

Wednesday, March 30, 2011

สยามอารยะ เพื่อเมืองไทยเป็นอารยะประเทศ

สยามอารยะ เพื่อเมืองไทยเป็นอารยะประเทศ
บทความโดน ๆๆๆ ของ ศาสตราจารย์ ดร. เกรียงศักดิ์ เจริญวงศักดิ์ (Profressor Kriengsak Chareonwongsak, Senior Fellow at Harvard University's Center of Business and Government and an Associate)

Sunday, March 13, 2011

การชดเชยผู้ได้รับผลกระทบจาก ปัญหาต่างๆ ในอดีต

Professor Kriengsak Chareonwongsak
หากพิจารณาย้อนกลับไปเกี่ยวกับการชดเชยผู้ได้รับผลกระทบจาก ปัญหาต่างๆ ในอดีต ไม่ว่าจะเป็นจากโครงการของรัฐ การเปิดเสรีทางการค้า หรือภัยธรรมชาติต่างๆ ที่เกิดขึ้น เราจะเห็นปัญหาบางประการที่เกิดขึ้นเสมอนั่นคือ การขาดความโปร่งใส เนื่องจาก ไม่มีการแสดงให้เห็นถึงวิธีการคำนวณ ที่มาที่ไปของตัวเลขความเสียหายที่เกิดขึ้นและมาตรการชดเชย ทำให้ประชาชนไม่มีโอกาสได้ตรวจสอบ อีกปัญหาหนึ่ง คือ ความล่าช้าและไม่ทันต่อความต้องการ ซึ่งมาจากการเจรจาตกลงกันไม่ได้ระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับประชาชนที่ ได้รับความเสียหาย การรอการตรวจสอบจากคณะกรรมการแก้ไขปัญหา การอนุมัติงบประมาณล่าช้า การขาดข้อมูลของผู้ได้รับผลกระทบ หรือแม้แต่การขาดกระบวนการที่ชัดเจนในการให้ความช่วยเหลือ ทำให้ต้องมีการพิจารณาทบทวนไปมา ซึ่งทำให้การช่วยเหลือไม่ทันการณ์

     ด้วยเหตุนี้เพื่อให้ผู้ได้รับผลกระทบในกรณีต่างๆ ถูกดูแลอย่างดี ขณะเดียวกันเงินภาษีของคนทั้งประเทศถูกจัดสรรอย่างเหมาะสม ผมจึงอยากเสนอให้ภาครัฐจัดตั้งหน่วยงานขึ้นมารับผิดชอบ โดยมีการจัดสรรงบประมาณให้ เพื่อจะสามารถอนุมัติเงินช่วยเหลือได้รวดเร็ว และหน่วยงานนี้จะทำหน้าที่ประสานงานกับหน่วยงานอื่นๆ ตรวจสอบข้อมูลผู้ได้รับผลกระทบ เพื่อคำนวณและจ่ายเงินช่วยเหลือให้ถูกคน ในปริมาณที่เหมาะสม โดยมีขั้นตอนการทำงานที่ชัดเจน โปร่งใส รวดเร็ว มีการกำหนดวันเวลาที่ผู้ได้รับผลกระทบจะได้รับความช่วยเหลืออย่างชัดเจน เช่น ภายใน 7 วัน นับตั้งแต่ ครม. อนุมัติ เป็นต้น อีกทั้งต้องรายงานการเบิกจ่ายเงินช่วยเหลือแก่รัฐสภาอย่างสม่ำเสมอ เพื่อความโปร่งใส เป็นต้น

     วิธีนี้จะช่วยให้ภาคประชาสังคมสามารถช่วยตรวจสอบการทำงานของภาครัฐได้ง่าย ขึ้น และผู้ที่ได้รับผลกระทบยังรู้ได้ชัดเจนว่าเมื่อได้รับผลกระทบจะไปเรียกร้อง ได้ที่หน่วยงานใด ซึ่งแม้ว่าวิธีการที่ดีที่สุดสำหรับภาครัฐ คือการป้องกันปัญหาก่อนที่จะเกิดขึ้น แต่ในความเป็นจริงอาจไม่สามารถป้องกันได้ทุกปัญหา ดังนั้นเองการมีระบบที่ดีในการช่วยเหลือประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจึงเป็น เรื่องสำคัญ


บทความจาก ศาสตราจารย์ ดร. เกรียงศักดิ์ เจริญวงศักดิ์ (Profressor Kriengsak Chareonwongsak, Senior Fellow at Harvard University's Center of Business and Government and an Associate)

Tuesday, March 1, 2011

คนสำคัญของสังคม คือ ผู้นำความคิด

 “ผู้นำความคิด” คนสำคัญของสังคม

การพัฒนาโดยมุ่งเน้นที่ “คน” เป็นศูนย์กลาง นับเป็นการกล่าวอย่างเลื่อนลอยที่สุด หากมิได้มุ่งที่การปฏิรูปคนในกลุ่ม “ผู้นำทางความคิด”  ให้กลายเป็นศูนย์กลางแห่งเสถียรภาพของการพัฒนาอย่างแท้จริง

“ผู้นำทางความคิด” ของคนในสังคม คือ บุคคลที่มีอิทธิพลในการเปลี่ยนแปลงทัศนคติ ความคิด ค่านิยม ความเชื่อ ตลอดจนการตัดสินใจ การกระทำและวิถีการดำเนินชีวิตในอนาคต แก่บุคคลอื่น เป็นบุคคลที่สามารถโน้มน้าวผู้อื่นได้ ทั้งคำพูดและแบบอย่างการกระทำ

สังคมจะดีหรือเสื่อมทรามขึ้นอยู่กับผู้นำทางความคิด ทำหน้าที่เป็นครูนอกระบบที่สำคัญที่สุด ดังนั้นการปฏิรูปคนสู่การพัฒนา จึงต้องย้อนกลับมาให้ความสำคัญ กับการปฏิวัตินักสร้างคนในสังคมด้วย โดยที่บุคคลเหล่านี้จะต้องเรียกได้ว่าเป็น “ผู้พัฒนาแล้ว” เป็นผู้ที่เป็นแบบอย่างด้านการปฏิบัติในเชิงสร้างสรรค์ด้วย

ความเป็นผู้นำมิใช่เรื่องที่ไกลตัว เพราะช่วงหนึ่งของชีวิตเรา ต้องมีโอกาสดำรงสถานภาพ “ผู้นำ”

คัดจากบทความจากส่วนหนึ่งของหนังสือ How to สุดยอดหนังสือ ข้อคิดเพือผู้นำ แห่งปี ของ ศาสตราจารย์ ดร. เกรียงศักดิ์ เจริญวงศักดิ์ (Profressor Kriengsak Chareonwongsak, Senior Fellow at Harvard University's Center of Business and Government and an Associate)

Monday, February 28, 2011

Professor Kriengsak chareonwongsak Home designs

Professor Kriengsak chareonwongsak
     หากมีคำโฆษณานี้ติดประกาศไว้จริงๆ หมู่บ้านนี้คงเป็นหมู่บ้านร้างที่ไม่มีใครกล้าเข้าไปอยู่ เพราะคงไม่มีใครอยากเผชิญกับสิ่งที่บรรยายไว้ ในทางตรงกันข้าม ทุกครอบครัวทั้งสามีและภรรยา ต่างก็ต้องการสร้างชีวิตครอบครัวที่มีความสุข มีความรัก ความอบอุ่น มีสัมพันธภาพที่ดี และสามารถครองรักครองเรือนได้ตลอดชีวิต

    ทว่าน่าเศร้ายิ่งนัก เมื่อสำรวจหมู่บ้านครอบครัวจากชีวิตจริงพบว่า บ้านจำนวนไม่น้อย ที่สามีภรรยาได้สร้างขึ้นกลับมีสภาพเหมือนกับที่บรรยายไว้ในคำโฆษณาของหมู่บ้านไร้สุข โดยมีแบบบ้านไร้สุขที่ทันสมัยให้เลือกหลากหลายรูปแบบ อาทิ

    แบบที่ 1 บ้านรังหนู

    หนูมีพฤติกรรมอย่างหนึ่งก็คือมันชอบคาบอาหารกลับมาไว้ที่รัง เมื่อมันกินก็จะเหลือเศษเล็กๆ น้อยๆ เต็มรังที่แสนจะสกปรกอยู่แล้วก็ยิ่งแลดูสกปรกมากยิ่งขึ้นไปอีก คำเปรียบนี้จึงเหมือนกับบ้าน ที่มีแต่ความสับสน วุ่นวาย รกรุงรัง และยุ่งเหยิง อันเนื่องมาจากสามีและภรรยาเป็นคนขาดระเบียบวินัย ในการดำเนินชีวิตขาดการบริหารจัดการครอบครัวในเรื่องต่างๆ ไม่ว่าเรื่องใหญ่หรือเรื่องเล็ก

    เช่น ไม่มีการเก็บของให้เป็นระเบียบ… ใครอยากวางอะไรตรงไหนก็วาง เมื่อหาสิ่งที่ต้องการไม่พบ ก็โวยวาย ไม่มีการวางแผนเวลา…ใครอยากทำอะไรตอนไหนก็ทำ เมื่อพลาดโอกาสที่ดีๆ ไปก็ต่อว่า และโทษกันและกัน และไม่มีการวางแผนบริหารการเงิน…ใครอยากซื้ออะไรก็ซื้อ เมื่อชักหน้าไม่ถึงหลัง ก็เกิดความเครียด ต้องไปกู้หนี้ยืมสินผู้อื่น ในบ้านหลังนี้ทั้งสามีภรรยาจึงต้องเผชิญแต่ปัญหาเฉพาะหน้า จนทำให้ชีวิตสมรสปราศจากความสุข

    บ้านรังหนูเป็นบ้านที่สามีภรรยาไม่รู้จักวางแผน ไม่มีระเบียบวินัยในการดำเนินชีวิต แต่มักจะชอบใช้ชีวิตตามสบายๆ อยู่ไปวันๆ ไม่ค่อยคิดและเตรียมการสำหรับอนาคต ดังนั้นจึงต้องเผชิญแต่ปัญหาที่ตนเองได้สร้างไว้ และต้องตามแก้ไขกันตลอดทั้งชีวิต มีปัญหาใหม่ๆ ทับโถมเข้ามาตลอดเวลา กลายเป็นบ้านที่มีแต่ความวุ่นวายไม่น่าอยู่อาศัย นำไปสู่ปัญหาการทะเลาะเบาะแว้งระหว่างกันได้ตลอดเวลา

    แบบที่ 2 บ้านหน้าจอ

    บ้านหน้าจอ หมายถึง บ้านที่สมาชิกในครอบครัวขาดการปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน อันเนื่องจากต่างคนต่างมีปฏิสัมพันธ์กับเครื่องมือสื่อสารอิเล็กทรอนิกส์ของตน เช่น พ่อนั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์เพื่อเตรียมส่งงานให้หัวหน้า แม่นั่งหน้าจอ โต้ตอบจดหมายอิเล็กทรอนิกส์กับกลุ่มเรียกร้องสิทธิสตรีทั่วโลก ลูกนั่งหน้าจอเล่มเกมคอมพิวเตอร์ รุ่นใหม่ล่าสุด ส่วนคุณยายนั่งหน้าจอโทรทัศน์ชมรายการละครชีวิตเรื่องที่คนทั้งประเทศติดกันงอมแงม เป็นต้น คนในครอบครัวใช้เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับสิ่งที่ตนเองพอใจ

    เทคโนโลยีการสื่อสารในปัจจุบันทำให้คนอยู่ในพื้นที่ส่วนตัวของเขาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ บ้านหน้าจอจึงมีแนวโน้มเกิดมากขึ้นในประเทศไทย ทุกคนต่างไม่มีใครสนใจใคร เมื่อกลับถึงบ้านรับประทานอาหาร อาบน้ำเสร็จ ทุกคนก็จะเข้าสู่โลกส่วนตัวของตนเอง คนในครอบครัวก็จะห่างเหินกันเพราะต่างคนต่างก็มีกิจกรรมเป็นของตนเอง คนในครอบครัวจะรู้จักและให้ความสนใจกันและกันน้อยลง ความลับระหว่างกันจะมีมากขึ้น เนื่องจากไม่รู้ว่าอีกฝ่ายหนึ่งกำลังทำอะไรอยู่ ต่างมีข้อมูลที่สมาชิกคนอื่นในครอบครัวไม่รู้ และไม่สามารถพูดคุยได้ เพราะต่างคนต่างสนใจกันคนละเรื่อง

    และในที่สุดก็จะพบว่าพวกเขาไม่มีความสุขที่แท้จริงในการดำเนินชีวิต ความรู้สึกเปลี่ยวเหงา และขาดความรักจากคนในครอบครัวจะเกิดขึ้นตามมา

    แบบที่ 3 บ้านสนามรบ

    บ้านหลังนี้จำลองมาจากสนามรบจริง เพียงแต่ย่อขนาดและจำนวนคู่ต่อสู้ให้เหลือเพียงบ้านหนึ่งหลัง กับคนสองคน คือสามีและภรรยา บ้านหลังนี้จะอบอวลไปด้วยเสียงทะเลาะวิวาท ด่าทอบ่อยครั้งที่คู่ต่อสู้ ใช้อาวุธทั้งหนักและเบาเข้าโจมตีปะทะกัน ข้าวของหลายอย่างที่ปกติไม่เคยบินได้ก็จะบินว่อนเต็มไปหมด อาทิ มีดบิน ตะหลิวบิน กะทะบิน จานบิน หรือแม้กระทั่งเก้าอี้บิน

    การรบจะเกิดขึ้นเมื่อมีปัญหาความขัดแย้งหรือไม่พอใจอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งสาเหตุอาจเกิดจากเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เช่น ภรรยาไปทำธุระกลับบ้านดึก สามีรู้สึกหงุดหงิดเพราะไม่ไว้วางใจ เมื่อกลับมาแทนที่จะถามภรรยาดีๆ ว่า ไปไหนมา กลับต่อว่าหรือกล่าวหาอย่างเสียๆ หายๆ แทนที่จะใช้วิธีเจรจากันอย่างสันติ กลับไม่สามารถระงับอารมณ์ของตนเองได้ จึงเกรี้ยวกราดใส่อีกฝ่ายหนึ่ง สิ่งที่เกิดขึ้นจึงเป็นการยั่วยุอีกฝ่าย ให้เกิดความโมโหเช่นกัน เมื่อต่างฝ่ายต่างโมโหก็เหมือนเอาน้ำมันราดลงบนไฟเมื่อไฟลุกโชติช่วง แล้วก็ยากที่จะดับลงได้ สามีภรรยาหลายคู่จึงจำเป็นต้องขายบ้านทิ้ง เลิกรากันไปอย่างสะบักสะบอม ด้วยกันทั้งสองฝ่าย

    แบบที่ 4 บ้านหอพัก

    หากใครเคยอยู่หอพักคงเข้าใจสภาพบ้านหลังนี้ดี สามีภรรยาอาศัยอยู่ในบ้าน เหมือนเป็นเพื่อนร่วมห้อง (room mate) เท่านั้น ไม่มีความรู้สึกผูกพันลึกซึ้งไม่มีความห่วงใยเอาใจใส่กัน ใครจะไปไหนจะกลับเมื่อไร กินอยู่อย่างไร ต่างคนก็ต่างรับผิดชอบดูแลตัวเอง รับประทานอาหารคนละเวลา กลับมาอาบน้ำดำเนินกิจวัตรส่วนตัวและต่างฝ่ายต่างก็นอนหลับไป โดยไม่มีความสนใจกัน บางคู่อาจถึงกับเช่าสองห้อง คือแยกห้องนอนกันอยู่

    บ้านหอพักนี้เกิดขึ้นเมื่อทั้งสองฝ่ายเบื่อกันและกันจนถึงที่สุดหรือไม่มีความรักให้แก่กัน เพราะแต่งงานด้วยความจำเป็น หรือมีปัญหาระหว่างกันมากเสียจนไม่อาจเป็นสามีภรรยา ทางพฤติกรรมได้อีกต่อไป แต่ต้องทนอยู่ด้วยกันเพราะอับอายเกรงว่าสังคมจะล่วงรู้ว่า ชีวิตคู่ของคนนั้นล้มเหลว บ้านหลังนี้สภาพภายนอกจึงได้รับตกแต่งให้ดูดีอยู่เสมอ แต่ไร้แก่นสารของความเป็นครอบครัว

    แบบที่ 5 บ้านเรือนจำ

    เรือนจำกักขังเสรีภาพนักโทษอย่างไร บ้านหลังนี้ก็กักขังเสรีภาพของคู่สมรสฉันนั้น ภายในบ้านสามีหรือภรรยาจะปฏิบัติต่ออีกฝ่ายหนึ่งราวกับเป็นนักโทษ เต็มไปด้วยความรู้สึกหึงหวง ไม่ให้เกียรติ ไม่ไว้วางใจ สามีภรรยาบางคู่จะมีฝ่ายหนึ่งที่โทรศัพท์ไปหาอีกฝ่ายหนึ่งแทบทั้งวัน เพื่อเช็คว่าทำอะไร อยู่ที่ไหน อยู่กับใคร จนกระทั่งอีกฝ่ายหนึ่งแปรสภาพจากความรักเป็นความรำคาญและความรู้สึกอึดอัด อยากจะมีอิสรภาพออกจากคุกแห่งนี้ไป ในแต่ละวันที่ผ่านไปจึงเก็บกดความรู้สึกเลวร้ายทับถมไว้ เหมือนภูเขาไฟที่ภายในค่อยๆ ระอุและพร้อมจะปะทุได้ทุกเมื่อ

    ความรักของคู่สมรสที่ไม่ได้อยู่บนรากฐานของความไว้วางใจ ความเชื่อใจ และการให้เกียรติอีกฝ่ายหนึ่ง ย่อมนำมาซึ่งการรุกเร้าเพื่อแสดงสิทธิความเป็นเจ้าของ ดังนั้นแทนที่ทั้งสองฝ่ายจะเล่นบทบาทสามีภรรยา อย่างที่ควรจะเป็น คนหนึ่งกลับเล่นบทบาท "พัศดี" ผู้คุมนักโทษ ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งจึงกลายเป็นนักโทษไปโดยปริยาย ในที่สุดเมื่อนักโทษทนไม่ได้ เขาก็จะดิ้นรนหาทางแหกคุกเพื่อสูดกลิ่นอายแห่งอิสรภาพที่เคยได้รับ เมื่อครั้งก่อนแต่งงาน

    แบบที่ 6 บ้านเดี่ยว

    บ้านเดี่ยวในที่นี้ไม่ได้หมายถึงบ้านที่มีบริเวณ แต่เป็นบ้านที่มีสามีหรือภรรยาอยู่เพียงฝ่ายเดียว เพราะเหตุแยกทางกันเดิน จึงส่งผลให้บ้านที่เคยอยู่กันอย่างพร้อมหน้าเหลือเพียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งกับลูกๆ เท่านั้น สภาพบ้านเดี่ยวนี้กำลังเป็นที่นิยมในต่างประเทศ ดูได้จากอัตราการหย่าร้างที่เพิ่มสูงขึ้น เช่น ในสหรัฐอเมริกาปัจจุบันอัตราการหย่าร้างที่เพิ่มสูงขึ้น เช่น ในสหรัฐอเมริกา ปัจจุบันอัตราการหย่าร้าง โดยเฉลี่ยสูงถึงร้อยละ 50 และในบางมลรัฐสูงถึงร้อยละ 60-70 ของจำนวนคู่แต่งงานทั้งหมด ส่วนในประเทศไทยอัตราการหย่าร้างเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากร้อยละ 15.72 ในปี 2540 เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 20.8 ในปี 2541 จากจำนวนคู่แต่งงานในปีนั้น

    บ้านเดี่ยวนี้นับวันขายดีขึ้นเรื่อยๆ สาเหตุเกิดจากความขัดแย้งจากลักษณะนิสัยที่เข้ากันไม่ได้ ความไม่ซื่อสัตย์ของคู่สมรสการที่ต่างฝ่ายต่างพึ่งพาตนเองได้ และสามีสำคัญที่อาจจะเกิดมากขึ้นในอนาคตก็คือ ค่านิยมการดำเนินชีวิตคู่ได้เริ่มเปลี่ยนแปลงไปความรู้สึกที่ว่าจะอยู่กันจนถือไม้เท้ายอดทอง กระบองยอดเพชรเริ่มลดลง

    แนวคิดของชาวอเมริกันช่วงอายุ 40-50 ปี ซึ่งแต่งงานตั้งแต่อายุ 20-30 ปี เริ่มตระหนักว่า การมีคู่สมรสเพียงคนเดียวตลอดชีวิตอาจเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม พวกเขาเห็นว่าคู่สมรสอาจจะเหมาะ ที่จะอยู่ด้วยกันสัก 20 ปีพอได้ แต่หลังจากนั้นต่างคนก็ต่างเปลี่ยนแปลงไป ทั้งทิศทางการดำเนินชีวิต ค่านิยม ความคาดหวัง ความสนใจในเรื่องแตกต่างกัน ความแตกต่างกันนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ไม่เหมาะสม ที่จะอยู่ด้วยกันตลอดชีวิต ค่านิยมเช่นนี้อาจจะไหลบ่ามาถึงประเทศไทยในเร็ววันนี้

    ในปัจจุบันนี้ บ้านแบบต่างๆ ของหมู่บ้านไร้สุข ขายดีเป็นเทน้ำเทท่าโดยไม่ต้องใช้การโฆษณาเลย แม้แต่น้อย และยิ่งบ้านเหล่านี้ขายดีมากเท่าใด ภาวะครอบครัวล่มสลายก็ยิ่งเกิดเร็วมากขึ้นเท่านั้น ทางที่ดีกว่านั้นก็คือ สามีภรรยาควรเริ่มต้นช่วยกันสร้าง "บ้านแห่งความสุข" โดยวางแบบแปลนของบ้าน ไว้อย่างดีล่วงหน้าว่าจะสร้างบ้านอย่างไรให้เป็นบ้านที่มีความสุข ความรัก มีความอบอุ่น มีการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน สมาชิกในครอบครัวมีส่วนร่วมในเส้นทางเดินของชีวิตร่วมกัน จากนั้นจึงช่วยกันลงหลักปักฐานสร้างให้เป็นบ้านที่แข็งแกร่งทนทานและอยู่ได้นานตลอดชีวิต

    ลักษณะบ้านที่มีความสุขนั้นจะวางรากฐานด้วยความรัก ลงเสาหลักด้วยความผูกพัน ก่ออิฐแห่งความไว้วางใจ ติดประตูและหน้าต่างด้วยการให้อภัย ทาสีแห่งความสุภาพอ่อนโยน มุงหลังคาด้วยความซื่อสัตย์และความอดทน ปูทางเท้าด้วยความช่วยเหลือเกื้อกูล ใส่กลอนประตูแห่งความรับผิดชอบ ใช้เฟอร์นิเจอร์แห่งความสัมพันธ์กลมเกลียว และประดับประดาสิ่งต่างๆ ด้วยใจที่ปรารถนาให้ความรักนั้นยิ่งยืนนาน

    บ้านหลังนี้ที่สร้างขึ้นเป็น "บ้านต้นแบบ" ของ "หมู่บ้านแห่งความสุข" ที่แตกต่างจากหมู่บ้านไร้สุข ตรงที่บ้านหลังนี้สามีภรรยาต้องเป็นผู้ลงแรงปลูกสร้างและระวังรักษาเป็นอย่างดีด้วยตนเอง จะให้คนอื่นสร้างและดูแลรักษาให้ไม่ได้

    ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์

Tuesday, February 8, 2011

“ผู้นำความคิด” คนสำคัญของสังคม



การพัฒนาโดยมุ่งเน้นที่ “คน” เป็นศูนย์กลาง นับเป็นการกล่าวอย่างเลื่อนลอยที่สุด หากมิได้มุ่งที่การปฏิรูปคนในกลุ่ม “ผู้นำทางความคิด” ให้กลายเป็นศูนย์กลางแห่งเสถียรภาพของการพัฒนาอย่างแท้จริง

“ผู้นำทางความคิด” ของคนในสังคม คือ บุคคลที่มีอิทธิพลในการเปลี่ยนแปลงทัศนคติ ความคิด ค่านิยม ความเชื่อ ตลอดจนการตัดสินใจ การกระทำและวิถีการดำเนินชีวิตในอนาคต แก่บุคคลอื่น เป็นบุคคลที่สามารถโน้มน้าวผู้อื่นได้ ทั้งคำพูดและแบบอย่างการกระทำ

สังคมจะดีหรือเสื่อมทรามขึ้นอยู่กับผู้นำทางความคิด ทำหน้าที่เป็นครูนอกระบบที่สำคัญที่สุด ดังนั้นการปฏิรูปคนสู่การพัฒนา จึงต้องย้อนกลับมาให้ความสำคัญ กับการปฏิวัตินักสร้างคนในสังคมด้วย โดยที่บุคคลเหล่านี้จะต้องเรียกได้ว่าเป็น “ผู้พัฒนาแล้ว” เป็นผู้ที่เป็นแบบอย่างด้านการปฏิบัติในเชิงสร้างสรรค์ด้วย

คัดข้อความจากส่วนหนึ่งของหนังสือ

ข้อคิดเพื่อผู้นำ

ของ ศาสตราจารย์ ดร.อาจารย์เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ (Professor Kriengsak Chareonwongsak)

Tuesday, December 28, 2010

ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ปราศรัย ใน การประชุม สมัชชา สยามอารยะ



ศาสตราจารย์ ดร. อาจารย์เกรียงศักดิ์ เจริญวงศักดิ์

ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ปราศรัย ใน การประชุม สมัชชา สยามอารยะ "เรื่อง อารยะธรรมรุ่ง: ปัจจัยความเจริญ ของอารยะธรรมโลก"

Monday, December 27, 2010

ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ กับข้อคิดความสัมพันธ์ที่ดีของผู้นำที่พึงมี

เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์
คุณสมบัติที่สำคัญประการหนึ่งของผู้นำคือ ความปรารถนาดีต่อผู้อื่น หากปราศจากสิ่งนี้เขาก็ไม่มีสิทธิ์เป็นผู้นำ

ผู้นำต้องเห็นคุณค่าคนทุกประเภท โดยสะท้อนออกมาทางการประพฤติ เปิดทางให้คนที่มีความคิดสร้างสรรค์ ไม่มองคนเป็นเพียงเครื่องมือ เพื่อมุ่งแสวงหาผลประโยชน์ เพียงฝ่ายเดียว หรือแสดงออกในลักษณะ ดูหมิ่นเหยียดหยาม อันเป็นเหตุให้เราทำลายตัวเอง ทำลายความสัมพันธ์กับผู้อื่นโดยไม่รู้ตัว

ผู้นำที่ชาญฉลาดย่อมเป็นผู้ที่มี “มนุษยสัมพันธ์ดีเลิศ” เพราะเขารู้ว่ามนุษยสัมพันธ์นั้น เปรียบเสมือน มีคนที่คอยเปิดประตูแห่งความสำเร็จ ซึ่งง่ายกว่าการดั้นด้นหาทางด้วยตนเอง แต่เพียงผู้เดียว

ผู้นำควรไวต่อความรู้สึกผู้อื่น โดยคำนึงเสมอ ก่อนปฏิบัติต่อบุคคลอื่นว่า เขา “คิดอย่างไร” “ปรารถนาเช่นไร” “เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น” “เป้าหมายของเขาคืออะไร” “เราจะมีส่วนสนับสนุน ความสำเร็จของเขาได้เพียงไหน” มากกว่าคำนึงถึงแต่เพียงว่า เขาสามารถทำอะไรให้กับเราได้บ้าง

เป็นเรื่องปกติที่ทุกคนแม้มีความถนัด และความเชี่ยวชาญสักเพียงใด ก็ไม่สามารถประสบความสำเร็จได้ หากไร้ซึ่งการพึ่งพาผู้อื่น มนุษยสัมพันธ์... จึงเป็นเหตุให้เราได้รับการเรียนรู้ การยอมรับและถ่อมใจ ที่จะยินดีรับการช่วยเหลือ และสร้างความประทับใจให้กับผู้ที่เรา ปฏิสัมพันธ์ด้วย


คัดจากส่วนหนึ่งของหนังสือ ข้อคิดเพื่อผู้นำ
ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ (Professor Kriengsak Chareonwongsak)

Professor Kriengsak Chareonwongsak is President of the Institute of Future Studies for Development in Thailand and Chairman of Success Group of Companies in Thailand.

Wednesday, December 22, 2010

ศาสตราจารย์อาจารย์เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ผลดีของการมีวิสัยทัศน์

ผลดีของการมีวิสัยทัศน์

เส้นทางไปสู่วิสัยทัศน์นำมาแต่ความเจริญ เกิดการพัฒนา กล้าหาญทำสิ่งดีที่ไม่เคยทำมาก่อน


วิสัยทัศน์นำมาซึ่งทิศทาง ทิศทางนี้จะเป็นกรอบให้แก่ผู้บริหาร ในการจัดระบบและดำเนินการทุกอย่างในองค์กรอย่างประสานสอดคล้อง เกิดประสิทธิผล ประสิทธิภาพสูงสุด ถูกต้อง ตรงเป้าหมาย

ผู้ที่มีวิสัยทัศน์ชัดเจน จะวางแผนชัดเจนเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนั้น ต้องกำหนดทิศทางชัดเจน จะมีทั้งแผนระยะสั้น กลาง และยาว ว่าต้องทำอะไรบ้าง

เป็นธรรมดาที่ผู้นำและทีมงานที่รู้ทิศทางชัดเจน จะประสานงานกันอย่างมีประสิทธิภาพ
วิสัยทัศน์ทำให้คนมีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ทีมงานจึงเป็นเอกภาพโดยอัตโนมัติ

ผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์ จะเป็นบุคคลผู้บรรทุกความฝันแห่งความสำเร็จในอนาคต แปรเปลี่ยนเป็นภาระใจและพลังผลักดันให้ความฝันนั้นเป็นจริงได้

การได้ทำงานในที่ที่มีวิสัยทัศน์จึงเป็นกำไรชีวิต เพราะจะทำให้เป็นคนที่มีวิสัยทัศน์ส่วนตัว ได้รับความสำเร็จทั้งส่วนตัว และส่วนรวมด้วย

Professor Dr Kriengsak Chareonwongsak
Executive Director, Institute of Future Studies for Development (IFD)
kriengsak@kriengsak.com, http://www.ifd.or.th