Well notice work of Professor Kriengsak Chareonwongsak
President of the Institute of Future Studies for Development in Thailand and Chairman of Success Group of Companies in Thailand |and Hope that your like
Showing posts with label สยามอารยะ. Show all posts
Showing posts with label สยามอารยะ. Show all posts
Tuesday, December 28, 2010
ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ปราศรัย ใน การประชุม สมัชชา สยามอารยะ
ศาสตราจารย์ ดร. อาจารย์เกรียงศักดิ์ เจริญวงศักดิ์
ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ปราศรัย ใน การประชุม สมัชชา สยามอารยะ "เรื่อง อารยะธรรมรุ่ง: ปัจจัยความเจริญ ของอารยะธรรมโลก"
Sunday, December 12, 2010
คำถาม : สังคมอารยะ
คำถาม : สยามอารยะ ประจำวันที่ 13 ธันวาคม 2553
ถามว่า :
หลักปรัชญาสังคมอารยะ เพื่อความสงบสุขและยั่งยืน ต้องคำนึงเรื่องอะไรบ้าง?
Thursday, December 9, 2010
คำถาม : ชีวิต อารยะ
คำถาม : สยามอารยะ ประจำวันที่ 10 ธันวาคม 2553
ถามว่า :
หลักปรัชญาการดำเนิน ชีวิตของคนอารยะต้องประกอบด้วยอะไรบ้าง?
Tuesday, December 7, 2010
คำถาม : การปกครอง
คำถาม : สยามอารยะ ประจำวันที่ 8 ธันวาคม 2553
ถามว่า :
แนวคิดทางการปกครองแบบ อารยะที่ ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศักดิ์ นำเสนอ เป็นประชาธิปไตยบนฐานธรรมาธิปไตย หรือการใช้คุณธรรม ความถูกต้อง ความดีงาม เป็นหลักในการสนับสนุนอำนาจ เรียกระบอบการปกครองนี้ว่าอะไร?
Sunday, December 5, 2010
คำถาม : คลื่นอารยะ ลูกที่ 6
คำถาม : สยามอารยะ ประจำวันที่ 5 ธันวาคม 2553
ถามว่า :
เป้าหมายสูงสุดของสยาม อารยะ ตั้งใจร่วมกันสร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมคลื่นลูกที่ 6 คือ สังคมอะไร?
Tuesday, November 30, 2010
คำถาม : คลื่นอารยะ 7 ลูก
คำถาม : สยามอารยะ ประจำวันที่ 1 ธันวาคม 2553
ถามว่า :
ถามว่า :
คลื่นอารยะ 7 ลูก ตั้งแต่คลื่นลูกที่ 0 ตั้งแต่โบราณกาล
จนถึงคลื่นลูกที่ 6 ในอนาคต ที่พึงประสงค์ มีชื่อคลื่นว่าอะไรบ้าง?
Sunday, November 28, 2010
คำถาม : บวกเป็น บวก บวก
คำถาม : สยามอารยะ ประจำวันที่ 29 พฤศจิกายน 2553
ถามว่า :
กระบวนการอารยาภิวัฒน์ ระยะที่สาม เป็นการพัฒนาให้ดีที่สุด โดยมีความดีและความถูกต้องเป็นตัวกำกับ หรือจาก + ให้เป็น ++ เรียกว่าอะไร? ยกตัวอย่างสัก 1 เรื่องที่เราต้องการตั้งเป้าหมายพัฒนาไปสู่ความดีสูงสุด
Thursday, November 25, 2010
คำถาม : ศูนย์เป็นบวก
คำถาม : สยามอารยะ ประจำวันที่ 26 พฤศจิกายน 2553
ถามว่า :
กระบวนการอารยาภิวัฒน์ ระยะที่สอง เป็นการพัฒนาให้ดีขึ้นจากเป็น 0 ให้เป็น + เรียกว่าอะไร? ยกตัวอย่างสัก 1 เรื่องที่เราต้องการตั้งเป้าหมายพัฒนาให้ดีขึ้น
Tuesday, November 23, 2010
คำถาม : ลบเป็นศูนย์
คำถาม : สยามอารยะ ประจำวันที่ 24 พฤศจิกายน 2553
ถามว่า :
กระบวนการอารยาภิวัฒน์ ระยะที่หนึ่ง การแก้ปัญหาต่าง ๆ
จากเคยติดลบ (-) ให้กลายเป็น 0 เรียกว่าอะไร?
ยกตัวอย่างสัก 1 เรื่องที่เราต้องการให้แก้ไข
Monday, November 22, 2010
คำถาม : อารยาภิวัฒน์
คำถาม : สยามอารยะ ประจำวันที่ 22 พฤศจิกายน 2553
ถามว่า :
อารยาภิวัฒน์ หรือกระบวนการพัฒนาประเทศสู่ความเป็นอารยะหรือประเทศที่เจริญแล้ว แบ่งการดำเนินการเป็นกี่ระยะ ประกอบด้วยอะไรบ้าง?
Wednesday, October 20, 2010
Kriengsak Chareonwongsak : all-RE.......ation
Kriengsak Chareonwongsak : ประเทศไทยต้อง “ปฏิวัฒน์”
“ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในเวลานี้ ไม่ว่าฝ่ายใดจะชนะ ประชาชนและประเทศชาติก็พ่ายแพ้อยู่ดี”ผมวิเคราะห์และชี้ให้เห็นบทสรุปต่ออนาคตสถานการณ์บ้านเมือง ไม่ว่าฝ่ายใดจะชนะ ประชาชนและประเทศชาติย่อมพ่ายแพ้อยู่ดี เพราะอนาคตของประเทศไทยในเวลานี้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับชัยชนะของฝ่ายใด กลุ่มใด แต่ขึ้นอยู่กับการวางรากฐานประเทศเพื่อ “อนาคต” ….วันนี้เราเตรียมพร้อมแล้วหรือยัง?
เราจำเป็นต้องก้าวข้ามความขัดแย้งในเวลานี้ และมองให้ไกล เพราะการต่อสู้ครั้งนี้ เป็นเพียงการแย่งชิงพื้นที่ของ “ขั้วอำนาจ 2 ขั้ว” โดยใช้มวลชนเป็นฐานยึดโยงอำนาจ ไม่ว่าฝ่ายใดได้อำนาจบริหารประเทศ ประเทศไทยจะเข้าสู่วงจรเดิม ขับเคลื่อนประเทศแบบ “นักการเมือง” ไม่ใช่ “นักสร้างเมือง” ไม่ได้มองเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ หรือมวลชนโดยรวมในระยะ เช่นเดียวกับรัฐบาลทุกยุคทุกสมัยที่ผ่านมา
ผมได้นำเอาทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ Production Function มาวิเคราะห์ประวัติศาสตร์โลกมนุษย์ ตั้งแต่ยุคบรรพกาล มาจนถึงปัจจุบันและอนาคต พบว่า สังคมต่าง ๆ มีทั้งผู้ชนะ-ผู้แพ้ มีประเทศที่ชนะเป็นมหาอำนาจ และประเทศที่แพ้ โดยวิเคราะห์เป็นคลื่นแต่ละยุค ได้บทสรุปสำคัญคือ ใครขี่ยอดคลื่นมาก่อนเป็นผู้ชนะ ใครขี่ยอดคลื่นไม่ได้เป็นผู้แพ้
เริ่มต้นจากคลื่นลูกที่ 0 สังคมเร่ร่อน ผู้ชนะคือ ผู้ที่ล่าสัตว์เก่ง ได้เป็นผู้นำแห่งยุค ถัดมาคลื่นลูกที่ 1 สังคมการเกษตร ผู้ชนะคือ นักรบ ใครรบเก่ง รุกรานขยายดินแดนได้มากกว่า ได้เป็นผู้นำแห่งยุค จากนั้นคลื่นลูกที่ 2 สังคมอุตสาหกรรม ยุคแรกอังกฤษขี่ยอดคลื่นมาก่อน เพราะเป็นผู้นำการปฏิวัติอุตสาหกรรม มีอิทธิพลในโลกอย่างมาก จากนั้นประเทศที่มีทุนมากกว่ากลายเป็นประเทศมหาอำนาจ บรรดานายทุน ได้เป็นผู้นำประเทศ ต่อมาโลกพัฒนาเข้าสู่คลื่นลูกที่ 3 คือ สังคมข้อมูลข่าวสาร ผู้ที่มีความสามารถในการจัดการข้อมูลก่อนได้เป็นผู้นำแห่งยุค เช่น บิลล์ เกตส์ และประเทศที่ขี่ยอดคลื่นลูกที่สามได้ก่อน กลายเป็นประเทศผู้ชนะ อยู่แนวหน้าของโลก
ขณะนี้ โลกมาถึงคลื่นลูกที่ 4 คือ สังคมเศรษฐกิจฐานความรู้ ประเทศที่ขับเคลื่อนด้วยความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรมขั้นสูง มีการวิจัยและพัฒนาในกระบวนการผลิตมาก เช่น สหรัฐ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ กำลังก้าวขึ้นเป็นผู้นำแห่งยุค มีการวิจัยและการสร้างนวัตกรรมเกิดขึ้นอย่างมากมาย
ในเวลานี้ ประเทศไทยเลือกได้สองอย่าง คือ ชนะ หรือ แพ้
ถ้าเรายังเดินไปเช่นในปัจจุบันนี้ เราจะถอยหลังไปเรื่อย ๆ ในสมัยรัชกาลที่ 5 เรากับญี่ปุ่นพัฒนาใกล้เคียงกัน ไม่นานนักญี่ปุ่นก็แซงหน้าเราไป จากนั้น สมัยสงครามเกาหลี เกาหลียากจนข้นแค้นกว่าเรา เพียงประมาณสองทศวรรษกลับก้าวหน้าทิ้งห่างเราไกล เราถอยลงมาเรื่อย ๆ แข่งกับไต้หวัน แข่งกับสิงคโปร์ แข่งกับมาเลเซีย ประเทศเหล่านี้ ไปไกลกว่าเรามากนัก วันนี้เวียดนามแทบไม่ต้องแข่งกับเราแล้ว เพราะเห็น ๆ อยู่ว่าเราแพ้ คู่แข่งขันต่อไปคงเป็นกัมพูชา และลาวในที่สุด
หากประเทศไทยต้องการที่จะพัฒนาไปข้างหน้าและได้ประโยชน์จากกระแสของโลก จำเป็นต้องก้าวไปขี่ยอดคลื่นลูกที่ 4 นำประเทศเข้าสู่สังคมเศรษฐกิจฐานความรู้ ด้วยการ “ปฏิวัฒน์ประเทศ” อย่างเร่งด่วน
ปฏิวัฒน์ประเทศ เป็นศัพท์ที่ผมได้บัญญัติขึ้น โดยให้นิยามไว้ว่า หมายถึง การทำให้ประเทศเจริญรุ่งเรืองขึ้นมาใหม่ อย่างยั่งยืนและครบถ้วนทุกด้าน
การปฏิวัฒน์ประเทศเป็นการวางรากฐานประเทศครั้งใหญ่ ทั้งระบบ ทั้งประเทศ ทุกเรื่อง ทุกมิติ เช่น การศึกษา สาธารณสุข อาชีพ ความยากจน ปัญหาโครงสร้างพื้นฐาน ปัญหาสิ่งแวดล้อม ขยะ น้ำเน่า ฯลฯโดยมีองค์ประกอบ ดังนี้
กำหนดกระบวนทัศน์การสร้างชาติ เพื่อนำพาประเทศไปสู่เป้าหมายที่พึงประสงค์ นั่นคือ การนำประเทศไปสู่สังคมเศรษฐกิจฐานความรู้ เป้าหมายต้องครบทุกด้าน อันได้แก่ เศรษฐกิจมั่งคั่งและยั่งยืน การเมืองมีเสรีภาพและเสถียรภาพ สังคมสมานฉันท์และหลากหลาย โดยจะต้องมีอุดมการณ์แห่งชาติ วิสัยทัศน์แห่งชาติ นโยบายแห่งชาติ วาระแห่งชาติ เพื่อผลประโยชน์ของทุกคนในชาติ ทุกคนในชาติรับรู้ร่วมกัน มองเห็นภาพชัดว่าประเทศไทยกำลังไปในทิศทางใด เพื่อบรรลุเป้าหมายใด เช่น กำหนดวิสัยทัศน์ประเทศ ให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ในปี 2030 ประเทศไทยไม่มีคนจน ยกเว้นสมัครใจ ประเทศไทยเป็นที่หนึ่งด้านพลังงานทดแทน ระบบราชการมีประสิทธิภาพติด 1 ใน 10 ของโลก คนรุ่นใหม่สื่อสารได้ 3 ภาษา ประเทศไทยติด 1 ใน 20 ประเทศที่จดสิทธิบัตรมากที่สุดในโลก เป็นต้น
ใช้หลัก “4 ปฏิ” ในการปฏิวัฒน์ประเทศ โดยจัดประเทศไทยเป็น 4 กระบุง กระบุงที่หนึ่ง เรียกว่า ปฏิสังขรณ์ หมายถึง สิ่งที่ยังพอใช้ได้ ให้ซ่อมแซมทําให้กลับคืนใช้ได้เหมือนเดิม กระบุงที่สอง เรียกว่า ปฏิรังสรรค์ หมายถึง สิ่งใดที่องค์ประกอบต่าง ๆ มันยังดีอยู่ แต่ต่อกันผิด ให้นำมาต่อใหม่ให้มันถูก กระบุงที่สาม เรียกว่า ปฏิรูป หมายถึง สิ่งที่หลักการยังดีอยู่ แต่รูปแบบผิด วิธีแก้คือเปลี่ยนรูปแบบให้ตรงกับหลัก เพื่อให้ใช้การได้ เช่น เราจำเป็นต้องปฏิรูประบบราชการรอบใหม่ และกระบุงที่สี่ การปฏิวัติ การปฏิวัติไม่ใช่รัฐประหาร แต่หมายถึง การเปลี่ยนแบบถอนรากถอนโคน เช่นในยุคหน้า เราอาจจำเป็นต้องปฏิวัติการศึกษา
วันนี้ประเทศไทยกำลังอยู่ในทางแพร่ง เราในฐานะประชาชน คงต้องถามตัวเองว่า เราอยากเป็นพลเมืองของประเทศที่ชนะหรือพ่ายแพ้ ถ้าอยากเป็นผู้ชนะ เราต้องผลักดันให้เกิดการปฏิวัฒน์ประเทศ เราต้องการคนมาวางรากฐานประเทศแบบมีวิสัยทัศน์เหมือนสมัยรัชกาลที่ห้า เพื่อก้าวสู่สังคมคลื่นลูกที่สี่ให้เร็วที่สุด
Kriengsak Chareonwongsak : Knowledge base economy
Kriengsak Chareonwongsak :ไทยต้องเป็นเศรษฐกิจฐานความรู้ ไม่ใช่แค่เศรษฐกิจสร้างสรรค์
เมื่อไม่นานมานี้ผมได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็นของผมในงานสัมมนาที่จัดโดยมหาวิทยาลัยเกริก เรื่อง “ยุคสังคมอุตสาหกรรมสร้างสรรค์: ความฝันหรือความจริงแห่งอนาคต” ซึ่งนอกจากผมแล้วยังมีวิทยากรหลายท่านได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ซึ่งปัจจุบันเป็นนโยบายที่รัฐบาลพยายามผลักดันให้เกิดขึ้นไว้อย่างน่าสนใจ
โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่าการจะเข้าใจทิศทางของประเทศว่าควรจะเป็นเศรษฐกิจสร้างสรรค์หรือไม่นั้นต้องเข้าใจพัฒนาการทางสังคมโดยรวมเสียก่อน ซึ่งผมได้อธิบายเรื่องนี้ไว้ในหลายโอกาสว่าการเปลี่ยนแปลงทางสังคมของโลกนั้นมีลักษณะเป็น “คลื่น 7 ลูก” เริ่มต้นจากคลื่นลูกที่ 0 คือ สังคมเร่ร่อน ทักษะสำคัญในยุคนี้ คือ การล่าสัตว์ ดังนั้นผู้ที่ล่าสัตว์เก่งจึงได้เป็นผู้นำแห่งยุค ถัดมาคลื่นลูกที่ 1 คือ สังคมการเกษตร ซึ่งคนเริ่มตั้งรกราก ปัจจัยที่สำคัญในยุคนั้น คือ ที่ดิน ทำให้ผู้ที่มีความสามารถในการรบเพื่อขยายเขตแดน ได้เป็นผู้นำแห่งยุค จากนั้นคลื่นลูกที่ 2 คือ สังคมอุตสาหกรรม ซึ่งเริ่มจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมในอังกฤษ ทำให้อังกฤษมีอิทธิพลในโลกอย่างมาก เนื่องจาก มีทักษะที่จำเป็นมากกว่าใครนั่นคือ ความสามารถในการผลิต การค้า และการลงทุน ต่อมาโลกพัฒนาเข้าสู่คลื่นลูกที่ 3 คือ สังคมข้อมูลข่าวสาร ซึ่งข้อมูลข่าวสารมีความซับซ้อนขึ้น ทำให้ผู้ที่มีความสามารถในการจัดการข้อมูลจึงได้เป็นผู้นำแห่งยุค (เช่น บิลล์ เกตส์) ปัจจุบันโลกมาถึงคลื่นลูกที่ 4 คือ สังคมเศรษฐกิจฐานความรู้ ทำให้ประเทศที่สามารถใช้ความรู้ในการผลิต มีนวัตกรรม มีการวิจัยและพัฒนาในกระบวนการผลิตมาก ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าประเทศอย่างสหรัฐ ได้เป็นผู้นำแห่งยุค เนื่องจาก มีการวิจัยและการสร้างนวัตกรรมเกิดขึ้นอย่างมากมาย อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินทางปัญญาของสหรัฐนั้นมีมูลค่าสูงถึง 5 – 5.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และส่งออกอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับลิขสิทธิ์สูงถึง ร้อยละ 50
ในขณะที่โลกพัฒนามาถึงคลื่นลูกที่ 4 แต่ประเทศไทยเองยังอยู่ในช่วงคลื่นลูกที่ 1 ลูกที่ 2 และ คลื่นลูกที่ 3 ผสมผสานกัน เกิดการต่อสู้และความขัดแย้งระหว่างกลุ่มทุนเก่า (คลื่นลูกที่ 2) กับ กลุ่มทุนใหม่ที่มาจากสายโทรคมนาคม (คลื่นลูกที่ 3) ซึ่งมีความสามารถในการบริหารจัดการข้อมูลมากกว่า ดังนั้นหากประเทศไทยต้องการที่จะพัฒนาไปข้างหน้าและได้ประโยชน์จากกระแสของโลก รัฐบาลต้องพยายามขี่ยอดคลื่นลูกที่ 4 หรือพัฒนาประเทศให้เป็นสังคมเศรษฐกิจฐานความรู้ เพียงเป็นเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์เท่านั้น
เศรษฐกิจฐานความรู้ แตกต่างจากเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เนื่องจาก ความรู้เกิดจากความสามารถในการคิด ซึ่งการคิดให้ได้ความรู้อย่างครบถ้วนนั้น ต้องอาศัยการคิด 10 มิติ ซึ่งผมได้เขียนเป็นหนังสือเอาไว้แล้ว การคิดสร้างสรรค์เป็นเพียงการคิดมุมหนึ่งใน 10 มิติเท่านั้น ยังขาดอีก 9 มิติ การเป็นเศรษฐกิจสร้างสรรค์จึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการสร้างเศรษฐกิจฐานความรู้เท่านั้น ซึ่งภาครัฐไม่ควรละเลยมิติอื่นๆ ในการคิดเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมไทยบนพื้นฐานของความรู้ด้วย ดังนั้น ผมจึงเห็นว่าประเทศไทยควรตั้งเป้าหมายในการพัฒนาตัวเองเป็นเศรษฐกิจฐานความรู้มากกว่า
สถานการณ์ปัจจุบันจำนวนการจดสิทธิบัตรและทรัพย์สินทางปัญญาหรือจำนวนการตีพิมพ์งานวิชาการในวารสารรวมทั้งสิ่งใหม่ที่เกิดจากการคิดเองของคนไทยโดยไม่ลอกเลียนต่างชาตินั้นมีน้อยมาก การจะผลักดันประเทศไทยให้เป็นเศรษฐกิจฐานความรู้นั้นถือเป็นงานหนักของรัฐบาลที่ต้องอาศัยการปฏิรูปอย่างรอบด้าน เช่น
ปฏิรูปคน คนไทยจำนวนมากคิดไม่เป็น เนื่องจาก ขาดประสบการณ์ และไม่ได้ฝึกฝนการใช้ความคิดมากนัก เนื่องจาก ระบบการศึกษาไม่มีคุณภาพ การเรียนและการทำงานส่งนั้นอาศัยการท่องจำและการตัดแปะ ซึ่งในอนาคตจะทำให้ปริญญา นั้นไร้คุณค่าลงไป คนที่มีปริญญาและไม่มีปริญญาจะไม่ต่างกันมาก นอกจากคิดไม่เป็นแล้วคนไทยยังมีค่านิยมหลายประการที่เป็นอุปสรรค เช่น ความรักสบาย ทำให้ชอบลอกเลียนแบบมากกว่าที่จะคิดเอง เป็นต้น ดังนั้นรัฐต้องผลักดันให้เกิดการปฏิรูปคนอย่างจริงจัง
ปฏิรูประบบ ประเทศไทยมีปัญหาเรื่องระบบองค์ความรู้อย่างมาก โดยเฉพาะเรื่องฐานข้อมูลที่นิยามไม่ตรงกัน ไม่ครบถ้วน มีหลายหน่วยงานรับผิดชอบและค่อนข้างจะต่างคนต่างทำ โดยไม่เชื่อมโยงกัน นอกจากนี้แล้วสิ่งสำคัญ คือ ประเทศไทยขาดระบบการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนา ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการสร้างองค์ความรู้ เห็นได้จากงบประมาณในด้านการวิจัยและพัฒนาต่อจีดีพีที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้วประเทศอื่น เป็นต้น หากเราไม่ปฏิรูปเรื่องนี้จะทำให้ประเทศไทยไม่สามารถที่จะสร้างสรรค์หรือสร้างความรู้ได้มากนัก เนื่องจาก การขาดองค์ความรู้
ปฏิรูปบริบท สังคมไทยมีลักษณะหลายประการที่ไม่สนับสนุนให้เกิดการสร้างความรู้และทำให้คน
ใช้ความคิดมากนัก เช่น สังคมอาวุโส ที่เน้นการเชื่อฟังมากกว่าความเข้าใจ หรือ สังคมที่ไม่ยอมรับความแตกต่าง ไม่อนุญาตให้คนเป็นแกะดำ หรือคิดต่าง เพราะจะมีการให้ร้ายหรือก่อให้เกิดความไม่พอใจ ทำให้คนส่วนใหญ่ต้องสงบเสงี่ยมอยู่ในกรอบอนุรักษ์นิยม เป็นต้น ลักษณะสังคมเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการปฏิรูปจากภาครัฐโดยเร่งด่วนเช่นเดียวกัน
ผมเห็นว่าเศรษฐกิจไทยยังสามารถแข่งขันและเอาตัวรอดได้ในระยะยาวท่ามกลางการแข่งขันทางเศรษฐกิจที่รุนแรงขึ้น หากรัฐบาลหันมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจบนฐานความรู้ ไม่ใช่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่เป็นเพียงกระแสนิยมเท่านั้น
เมื่อไม่นานมานี้ผมได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็นของผมในงานสัมมนาที่จัดโดยมหาวิทยาลัยเกริก เรื่อง “ยุคสังคมอุตสาหกรรมสร้างสรรค์: ความฝันหรือความจริงแห่งอนาคต” ซึ่งนอกจากผมแล้วยังมีวิทยากรหลายท่านได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ซึ่งปัจจุบันเป็นนโยบายที่รัฐบาลพยายามผลักดันให้เกิดขึ้นไว้อย่างน่าสนใจ
โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่าการจะเข้าใจทิศทางของประเทศว่าควรจะเป็นเศรษฐกิจสร้างสรรค์หรือไม่นั้นต้องเข้าใจพัฒนาการทางสังคมโดยรวมเสียก่อน ซึ่งผมได้อธิบายเรื่องนี้ไว้ในหลายโอกาสว่าการเปลี่ยนแปลงทางสังคมของโลกนั้นมีลักษณะเป็น “คลื่น 7 ลูก” เริ่มต้นจากคลื่นลูกที่ 0 คือ สังคมเร่ร่อน ทักษะสำคัญในยุคนี้ คือ การล่าสัตว์ ดังนั้นผู้ที่ล่าสัตว์เก่งจึงได้เป็นผู้นำแห่งยุค ถัดมาคลื่นลูกที่ 1 คือ สังคมการเกษตร ซึ่งคนเริ่มตั้งรกราก ปัจจัยที่สำคัญในยุคนั้น คือ ที่ดิน ทำให้ผู้ที่มีความสามารถในการรบเพื่อขยายเขตแดน ได้เป็นผู้นำแห่งยุค จากนั้นคลื่นลูกที่ 2 คือ สังคมอุตสาหกรรม ซึ่งเริ่มจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมในอังกฤษ ทำให้อังกฤษมีอิทธิพลในโลกอย่างมาก เนื่องจาก มีทักษะที่จำเป็นมากกว่าใครนั่นคือ ความสามารถในการผลิต การค้า และการลงทุน ต่อมาโลกพัฒนาเข้าสู่คลื่นลูกที่ 3 คือ สังคมข้อมูลข่าวสาร ซึ่งข้อมูลข่าวสารมีความซับซ้อนขึ้น ทำให้ผู้ที่มีความสามารถในการจัดการข้อมูลจึงได้เป็นผู้นำแห่งยุค (เช่น บิลล์ เกตส์) ปัจจุบันโลกมาถึงคลื่นลูกที่ 4 คือ สังคมเศรษฐกิจฐานความรู้ ทำให้ประเทศที่สามารถใช้ความรู้ในการผลิต มีนวัตกรรม มีการวิจัยและพัฒนาในกระบวนการผลิตมาก ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าประเทศอย่างสหรัฐ ได้เป็นผู้นำแห่งยุค เนื่องจาก มีการวิจัยและการสร้างนวัตกรรมเกิดขึ้นอย่างมากมาย อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินทางปัญญาของสหรัฐนั้นมีมูลค่าสูงถึง 5 – 5.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และส่งออกอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับลิขสิทธิ์สูงถึง ร้อยละ 50
ในขณะที่โลกพัฒนามาถึงคลื่นลูกที่ 4 แต่ประเทศไทยเองยังอยู่ในช่วงคลื่นลูกที่ 1 ลูกที่ 2 และ คลื่นลูกที่ 3 ผสมผสานกัน เกิดการต่อสู้และความขัดแย้งระหว่างกลุ่มทุนเก่า (คลื่นลูกที่ 2) กับ กลุ่มทุนใหม่ที่มาจากสายโทรคมนาคม (คลื่นลูกที่ 3) ซึ่งมีความสามารถในการบริหารจัดการข้อมูลมากกว่า ดังนั้นหากประเทศไทยต้องการที่จะพัฒนาไปข้างหน้าและได้ประโยชน์จากกระแสของโลก รัฐบาลต้องพยายามขี่ยอดคลื่นลูกที่ 4 หรือพัฒนาประเทศให้เป็นสังคมเศรษฐกิจฐานความรู้ เพียงเป็นเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์เท่านั้น
เศรษฐกิจฐานความรู้ แตกต่างจากเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เนื่องจาก ความรู้เกิดจากความสามารถในการคิด ซึ่งการคิดให้ได้ความรู้อย่างครบถ้วนนั้น ต้องอาศัยการคิด 10 มิติ ซึ่งผมได้เขียนเป็นหนังสือเอาไว้แล้ว การคิดสร้างสรรค์เป็นเพียงการคิดมุมหนึ่งใน 10 มิติเท่านั้น ยังขาดอีก 9 มิติ การเป็นเศรษฐกิจสร้างสรรค์จึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการสร้างเศรษฐกิจฐานความรู้เท่านั้น ซึ่งภาครัฐไม่ควรละเลยมิติอื่นๆ ในการคิดเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมไทยบนพื้นฐานของความรู้ด้วย ดังนั้น ผมจึงเห็นว่าประเทศไทยควรตั้งเป้าหมายในการพัฒนาตัวเองเป็นเศรษฐกิจฐานความรู้มากกว่า
สถานการณ์ปัจจุบันจำนวนการจดสิทธิบัตรและทรัพย์สินทางปัญญาหรือจำนวนการตีพิมพ์งานวิชาการในวารสารรวมทั้งสิ่งใหม่ที่เกิดจากการคิดเองของคนไทยโดยไม่ลอกเลียนต่างชาตินั้นมีน้อยมาก การจะผลักดันประเทศไทยให้เป็นเศรษฐกิจฐานความรู้นั้นถือเป็นงานหนักของรัฐบาลที่ต้องอาศัยการปฏิรูปอย่างรอบด้าน เช่น
ปฏิรูปคน คนไทยจำนวนมากคิดไม่เป็น เนื่องจาก ขาดประสบการณ์ และไม่ได้ฝึกฝนการใช้ความคิดมากนัก เนื่องจาก ระบบการศึกษาไม่มีคุณภาพ การเรียนและการทำงานส่งนั้นอาศัยการท่องจำและการตัดแปะ ซึ่งในอนาคตจะทำให้ปริญญา นั้นไร้คุณค่าลงไป คนที่มีปริญญาและไม่มีปริญญาจะไม่ต่างกันมาก นอกจากคิดไม่เป็นแล้วคนไทยยังมีค่านิยมหลายประการที่เป็นอุปสรรค เช่น ความรักสบาย ทำให้ชอบลอกเลียนแบบมากกว่าที่จะคิดเอง เป็นต้น ดังนั้นรัฐต้องผลักดันให้เกิดการปฏิรูปคนอย่างจริงจัง
ปฏิรูประบบ ประเทศไทยมีปัญหาเรื่องระบบองค์ความรู้อย่างมาก โดยเฉพาะเรื่องฐานข้อมูลที่นิยามไม่ตรงกัน ไม่ครบถ้วน มีหลายหน่วยงานรับผิดชอบและค่อนข้างจะต่างคนต่างทำ โดยไม่เชื่อมโยงกัน นอกจากนี้แล้วสิ่งสำคัญ คือ ประเทศไทยขาดระบบการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนา ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการสร้างองค์ความรู้ เห็นได้จากงบประมาณในด้านการวิจัยและพัฒนาต่อจีดีพีที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้วประเทศอื่น เป็นต้น หากเราไม่ปฏิรูปเรื่องนี้จะทำให้ประเทศไทยไม่สามารถที่จะสร้างสรรค์หรือสร้างความรู้ได้มากนัก เนื่องจาก การขาดองค์ความรู้
ปฏิรูปบริบท สังคมไทยมีลักษณะหลายประการที่ไม่สนับสนุนให้เกิดการสร้างความรู้และทำให้คน
ใช้ความคิดมากนัก เช่น สังคมอาวุโส ที่เน้นการเชื่อฟังมากกว่าความเข้าใจ หรือ สังคมที่ไม่ยอมรับความแตกต่าง ไม่อนุญาตให้คนเป็นแกะดำ หรือคิดต่าง เพราะจะมีการให้ร้ายหรือก่อให้เกิดความไม่พอใจ ทำให้คนส่วนใหญ่ต้องสงบเสงี่ยมอยู่ในกรอบอนุรักษ์นิยม เป็นต้น ลักษณะสังคมเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการปฏิรูปจากภาครัฐโดยเร่งด่วนเช่นเดียวกัน
ผมเห็นว่าเศรษฐกิจไทยยังสามารถแข่งขันและเอาตัวรอดได้ในระยะยาวท่ามกลางการแข่งขันทางเศรษฐกิจที่รุนแรงขึ้น หากรัฐบาลหันมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจบนฐานความรู้ ไม่ใช่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่เป็นเพียงกระแสนิยมเท่านั้น
Kriengsak Chareonwongsak : Siamaraya define
Kriengsak Chareonwongsak : นิยามสยามอารยะ
“สยามอารยะ” เกิดมาจากการนำคำที่มีความหมายในเชิงนัย 2 คำมารวมกัน ได้แก่ คำว่า สยามกับคำว่า อารยะ
สยามเป็นชื่อเรียกดินแดนและกลุ่มชนที่อาศัยอยู่ในดินแดนแถบนี้มาตั้งแต่สมัยโบราณ ไม่ใช่ชื่อชนชาติและไม่ใช่ชื่อชาติพันธุ์ใดหรือเผ่าพันธุ์ใดโดยเฉพาะ[1]ชื่อ สยาม ได้เป็นชื่อประเทศอย่างเป็นทางการ ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่ได้มีการเปลี่ยนชื่อมาเป็น "ไทย" เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2482 ในสมัยจอมพลป. พิบูลสงคราม อย่างไรก็ตาม ชื่อ สยาม ยังคงเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายทั้งในและต่างประเทศ คนไทยเราคุ้นเคยกับคำว่า “สยาม” มาเป็นระยะเวลายาวนาน จวบจนกระทั่งปัจจุบันคำว่า “สยาม” ก็ยังคงอยู่ในมโนสำนึกของคนไทย และเป็นคำที่ยังคงใช้กันอยู่ทั่วไปในสังคม
สยามเป็นดินแดนที่ตั้งของอารยธรรมของชนชาติต่าง ๆ มาเป็นเวลายาวนาน สามารถศึกษาประวัติศาสตร์ย้อนขึ้นไปตามลำดับจากอยุธยาไปสู่ละโว้, พิมาย, สุโขทัย, โยนก, ศรีธรรมราช, ไชยาหรือศรีวิชัย, จานาศปุระ, ทวารวดี, พนมหรือฝูหนาน ฯลฯ และตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนานจวบจนปัจจุบัน ดินแดนสยามยังคงมีความหลากหลาย ทั้งมิติด้านเชื้อชาติ ศาสนา และวัฒนธรรม แต่ยังสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีเอกภาพ ถ้อยทีถ้อยอาศัย ยอมรับและให้เกียรติซึ่งกันและกัน มีความสมานฉันท์ ซึ่งสังคมที่มีลักษณะเช่นนี้เรียกได้ว่าเป็นสังคมที่มีความงดงามโดยแท้
การใช้คำว่า สยาม จึงเป็นความตั้งใจที่จะสื่อสาร “เอกภาพแห่งดินแดน” ที่รวมความหลากหลายของชนหลายเชื้อชาติ หลากเผ่าพันธุ์ ตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน โดยไม่แบ่งแยกหรือสะท้อนอัตลักษณ์ของชนเพียงบางกลุ่ม และเพื่อสะท้อนความตั้งใจของสมัชชาสยามอารยะ ที่ต้องการสร้างสังคมไทยให้เป็น “สังคมพหุเอกานิยม” สามารถธำรงเอกภาพท่ามกลางความแตกต่างหลากหลาย
อารยะคำว่า “อารยะ” ในที่นี้ให้ความหมายถึง ความเจริญเติบโต งอกงามที่มีความสมดุลครอบคลุมในทุกด้าน ทั้งมิติทางด้านวัตถุ ความอยู่ดีกินดี มิติทางด้านจิตใจ และมิติทางด้านคุณธรรมโดยคำนึงถึงทั้งผลที่จะเกิดขึ้นอย่างยั่งยืนในระยะยาว และการดูแลปัญหาความจำเป็นเร่งด่วนในระยะสั้น
คำว่า อารยะ ที่กำหนดไว้ใน สยามอารยะ จะให้ความหมายที่แตกต่างจากความหมายที่กำหนดไว้ในพจนานุกรม ซึ่งหมายถึง ความเจริญ งอกงาม โดยมาจากคำว่า civilize ในภาษาอังกฤษ หมายถึง ความเจริญก้าวหน้าที่มนุษย์ได้กระทำขึ้นในด้านต่าง ๆ อาทิ การปกครองศิลปะสถาปัตยกรรม อักษรและการใช้ตัวอักษรความรู้และเทคโนโลยี แต่ทั้งนี้ มักให้ความสำคัญด้านวัตถุมากกว่าจิตใจหรือคุณธรรม สังคมที่มีอารยะย่อมมีทั้งคนดีและคนไม่ดีปะปนอยู่อีกทั้ง เมื่อพิจารณาจากรากศัพท์ภาษาละตินว่า civilis ซึ่งแปลว่าพลเมือง แต่ "พลเมือง" ในสมัยโรมัน หมายถึงคนเมืองเท่านั้น ไม่นับคนชนบท อันอาจเป็นเหตุให้เกิดวิถีคิดแบบครอบงำ โดยคนเมืองที่เจริญแล้วชี้นำหรือดูถูกคนกลุ่มอื่น ๆ ว่าด้อยกว่า หรือเป็นพวกอนารยะ
ดังนั้น เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการตีความดังกล่าว อารยะในที่นี้ จึงได้ให้นิยามไว้ว่า ความเจริญเติบโต งอกงามที่มีความสมดุลครอบคลุมในทุกด้าน ทั้งมิติทางด้านวัตถุ ความอยู่ดีกินดี มิติทางด้านจิตใจ และมิติทางด้านคุณธรรม
--------------------------------------------------------------------------------
[1] จิตร ภูมิศักดิ์ อธิบายไว้ในหนังสือความเป็นมาของคำสยาม ว่าสยามเป็นชื่อดินแดนและกลุ่มชนไม่จำกัดเผ่าพันธุ์หนึ่งใด แต่ไม่ใช่ชื่อชนชาติและไม่ใช่ชื่อชาติพันธุ์ใดหรือเผ่าพันธุ์ใดโดยเฉพาะ หากเป็นชื่อพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งหรือบริเวณใดบริเวณหนึ่ง มีรากจากคำพื้นเมืองดั้งเดิมว่าซัม ซำ หรือสาม หมายถึงบริเวณที่มีน้ำซับน้ำซึมเป็นตาน้ำพุน้ำผุดโผล่ขึ้นจากแอ่งดินอ่อนหรือดินโคลน แล้วเรียกคนจะเป็นชาติพันธุ์อะไรก็ได้ที่มีหลักแหล่งทำมาหากินบริเวณนี้ว่าชาวสยามทั้งนั้น
สยามเป็นชื่อดินแดนและกลุ่มชนไม่จำกัดชาติพันธุ์ ซึ่งอาจอธิบายได้ว่าสยามเป็น "พวกร้อยพ่อพันแม่"คือ มิได้หมายถึงชนชาติใดชนชาติหนึ่ง แต่อาศัยลักษณะภายนอกเป็นตัวกำหนด เช่น ใช้เรียกผู้ทำมาหากินกันในบริเวณตาน้ำพุที่ผุดจากแอ่งดินอ่อนหรือดินโคลนหรืออาจใช้เรียกผู้ที่อยู่อาศัยริมแม่น้ำโขง
ชาวสยามหรือเสียมเป็นกลุ่มชนที่อาศัยอยู่ต่ำกว่าเส้นละติจูด 19° เหนือลงมา เป็นการผสมผสานของกลุ่มชนต่าง ๆ ที่ใช้ภาษาไทยในการสื่อสารนายสุจิตต์ วงษ์เทศ ผู้เขียน "คนไทย มาจากไหน" จึงเสนอให้เรียกผู้ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยในปัจจุบันว่า "ชาวไทยสยาม" แทน เพราะคำว่า "ชาวไทย" มีความหมายครอบคลุมถึง "ชาวไทยใหญ่" และ "ชาวไทยน้อย" ซึ่งอาศัยอยู่นอกประเทศไทยด้วย
สังคมที่มีความเจริญทางด้านวัตถุเพียงอย่างเดียวไม่ถือว่าเป็นสังคมที่มีอารยะอย่างแท้จริงตามความหมายนี้ แต่จำเป็นต้องมีองค์ประกอบด้านจิตใจ และคุณธรรมด้วย โดยให้ความสำคัญที่คนเป็นหลัก
ท้ายที่สุดเมื่อนำทั้ง 2 คำมารวมกันเป็นคำว่า “สยามอารยะ”จึงให้ความหมายถึง การพัฒนาประเทศให้เกิดความเจริญงอกงามอย่างสมดุลและยั่งยืนในทุกด้านทั้งทางด้านวัตถุ จิตใจ และคุณธรรมภายใต้สังคมพหุเอกานิยม ที่มีเอกภาพในความแตกต่างหลากหลายคนทุกกลุ่มได้รับโอกาสเท่าเทียมกัน ทุกคนอยู่อย่างมีศักดิ์ศรี ไม่มีใครถูกทอดทิ้ง และไม่มีใครยากจนยกเว้นสมัครใจ เพื่อนำประเทศสู่อนาคตที่มั่นคงและยั่งยืน
“สยามอารยะ” เกิดมาจากการนำคำที่มีความหมายในเชิงนัย 2 คำมารวมกัน ได้แก่ คำว่า สยามกับคำว่า อารยะ
สยามเป็นชื่อเรียกดินแดนและกลุ่มชนที่อาศัยอยู่ในดินแดนแถบนี้มาตั้งแต่สมัยโบราณ ไม่ใช่ชื่อชนชาติและไม่ใช่ชื่อชาติพันธุ์ใดหรือเผ่าพันธุ์ใดโดยเฉพาะ[1]ชื่อ สยาม ได้เป็นชื่อประเทศอย่างเป็นทางการ ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่ได้มีการเปลี่ยนชื่อมาเป็น "ไทย" เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2482 ในสมัยจอมพลป. พิบูลสงคราม อย่างไรก็ตาม ชื่อ สยาม ยังคงเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายทั้งในและต่างประเทศ คนไทยเราคุ้นเคยกับคำว่า “สยาม” มาเป็นระยะเวลายาวนาน จวบจนกระทั่งปัจจุบันคำว่า “สยาม” ก็ยังคงอยู่ในมโนสำนึกของคนไทย และเป็นคำที่ยังคงใช้กันอยู่ทั่วไปในสังคม
สยามเป็นดินแดนที่ตั้งของอารยธรรมของชนชาติต่าง ๆ มาเป็นเวลายาวนาน สามารถศึกษาประวัติศาสตร์ย้อนขึ้นไปตามลำดับจากอยุธยาไปสู่ละโว้, พิมาย, สุโขทัย, โยนก, ศรีธรรมราช, ไชยาหรือศรีวิชัย, จานาศปุระ, ทวารวดี, พนมหรือฝูหนาน ฯลฯ และตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนานจวบจนปัจจุบัน ดินแดนสยามยังคงมีความหลากหลาย ทั้งมิติด้านเชื้อชาติ ศาสนา และวัฒนธรรม แต่ยังสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีเอกภาพ ถ้อยทีถ้อยอาศัย ยอมรับและให้เกียรติซึ่งกันและกัน มีความสมานฉันท์ ซึ่งสังคมที่มีลักษณะเช่นนี้เรียกได้ว่าเป็นสังคมที่มีความงดงามโดยแท้
การใช้คำว่า สยาม จึงเป็นความตั้งใจที่จะสื่อสาร “เอกภาพแห่งดินแดน” ที่รวมความหลากหลายของชนหลายเชื้อชาติ หลากเผ่าพันธุ์ ตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน โดยไม่แบ่งแยกหรือสะท้อนอัตลักษณ์ของชนเพียงบางกลุ่ม และเพื่อสะท้อนความตั้งใจของสมัชชาสยามอารยะ ที่ต้องการสร้างสังคมไทยให้เป็น “สังคมพหุเอกานิยม” สามารถธำรงเอกภาพท่ามกลางความแตกต่างหลากหลาย
อารยะคำว่า “อารยะ” ในที่นี้ให้ความหมายถึง ความเจริญเติบโต งอกงามที่มีความสมดุลครอบคลุมในทุกด้าน ทั้งมิติทางด้านวัตถุ ความอยู่ดีกินดี มิติทางด้านจิตใจ และมิติทางด้านคุณธรรมโดยคำนึงถึงทั้งผลที่จะเกิดขึ้นอย่างยั่งยืนในระยะยาว และการดูแลปัญหาความจำเป็นเร่งด่วนในระยะสั้น
คำว่า อารยะ ที่กำหนดไว้ใน สยามอารยะ จะให้ความหมายที่แตกต่างจากความหมายที่กำหนดไว้ในพจนานุกรม ซึ่งหมายถึง ความเจริญ งอกงาม โดยมาจากคำว่า civilize ในภาษาอังกฤษ หมายถึง ความเจริญก้าวหน้าที่มนุษย์ได้กระทำขึ้นในด้านต่าง ๆ อาทิ การปกครองศิลปะสถาปัตยกรรม อักษรและการใช้ตัวอักษรความรู้และเทคโนโลยี แต่ทั้งนี้ มักให้ความสำคัญด้านวัตถุมากกว่าจิตใจหรือคุณธรรม สังคมที่มีอารยะย่อมมีทั้งคนดีและคนไม่ดีปะปนอยู่อีกทั้ง เมื่อพิจารณาจากรากศัพท์ภาษาละตินว่า civilis ซึ่งแปลว่าพลเมือง แต่ "พลเมือง" ในสมัยโรมัน หมายถึงคนเมืองเท่านั้น ไม่นับคนชนบท อันอาจเป็นเหตุให้เกิดวิถีคิดแบบครอบงำ โดยคนเมืองที่เจริญแล้วชี้นำหรือดูถูกคนกลุ่มอื่น ๆ ว่าด้อยกว่า หรือเป็นพวกอนารยะ
ดังนั้น เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการตีความดังกล่าว อารยะในที่นี้ จึงได้ให้นิยามไว้ว่า ความเจริญเติบโต งอกงามที่มีความสมดุลครอบคลุมในทุกด้าน ทั้งมิติทางด้านวัตถุ ความอยู่ดีกินดี มิติทางด้านจิตใจ และมิติทางด้านคุณธรรม
--------------------------------------------------------------------------------
[1] จิตร ภูมิศักดิ์ อธิบายไว้ในหนังสือความเป็นมาของคำสยาม ว่าสยามเป็นชื่อดินแดนและกลุ่มชนไม่จำกัดเผ่าพันธุ์หนึ่งใด แต่ไม่ใช่ชื่อชนชาติและไม่ใช่ชื่อชาติพันธุ์ใดหรือเผ่าพันธุ์ใดโดยเฉพาะ หากเป็นชื่อพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งหรือบริเวณใดบริเวณหนึ่ง มีรากจากคำพื้นเมืองดั้งเดิมว่าซัม ซำ หรือสาม หมายถึงบริเวณที่มีน้ำซับน้ำซึมเป็นตาน้ำพุน้ำผุดโผล่ขึ้นจากแอ่งดินอ่อนหรือดินโคลน แล้วเรียกคนจะเป็นชาติพันธุ์อะไรก็ได้ที่มีหลักแหล่งทำมาหากินบริเวณนี้ว่าชาวสยามทั้งนั้น
สยามเป็นชื่อดินแดนและกลุ่มชนไม่จำกัดชาติพันธุ์ ซึ่งอาจอธิบายได้ว่าสยามเป็น "พวกร้อยพ่อพันแม่"คือ มิได้หมายถึงชนชาติใดชนชาติหนึ่ง แต่อาศัยลักษณะภายนอกเป็นตัวกำหนด เช่น ใช้เรียกผู้ทำมาหากินกันในบริเวณตาน้ำพุที่ผุดจากแอ่งดินอ่อนหรือดินโคลนหรืออาจใช้เรียกผู้ที่อยู่อาศัยริมแม่น้ำโขง
ชาวสยามหรือเสียมเป็นกลุ่มชนที่อาศัยอยู่ต่ำกว่าเส้นละติจูด 19° เหนือลงมา เป็นการผสมผสานของกลุ่มชนต่าง ๆ ที่ใช้ภาษาไทยในการสื่อสารนายสุจิตต์ วงษ์เทศ ผู้เขียน "คนไทย มาจากไหน" จึงเสนอให้เรียกผู้ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยในปัจจุบันว่า "ชาวไทยสยาม" แทน เพราะคำว่า "ชาวไทย" มีความหมายครอบคลุมถึง "ชาวไทยใหญ่" และ "ชาวไทยน้อย" ซึ่งอาศัยอยู่นอกประเทศไทยด้วย
สังคมที่มีความเจริญทางด้านวัตถุเพียงอย่างเดียวไม่ถือว่าเป็นสังคมที่มีอารยะอย่างแท้จริงตามความหมายนี้ แต่จำเป็นต้องมีองค์ประกอบด้านจิตใจ และคุณธรรมด้วย โดยให้ความสำคัญที่คนเป็นหลัก
ท้ายที่สุดเมื่อนำทั้ง 2 คำมารวมกันเป็นคำว่า “สยามอารยะ”จึงให้ความหมายถึง การพัฒนาประเทศให้เกิดความเจริญงอกงามอย่างสมดุลและยั่งยืนในทุกด้านทั้งทางด้านวัตถุ จิตใจ และคุณธรรมภายใต้สังคมพหุเอกานิยม ที่มีเอกภาพในความแตกต่างหลากหลายคนทุกกลุ่มได้รับโอกาสเท่าเทียมกัน ทุกคนอยู่อย่างมีศักดิ์ศรี ไม่มีใครถูกทอดทิ้ง และไม่มีใครยากจนยกเว้นสมัครใจ เพื่อนำประเทศสู่อนาคตที่มั่นคงและยั่งยืน
Kriengsak Chareonwongsak : Siamaraya quote and words
Kriengsak Chareonwongsak : คำคมสยามอารยะ
" สยามอารยะ: คิดอารยะ พูดอารยะ ทำอารยะ "
" ปัญญา คือ การผสม ‘ศิลป์’ เข้าไปใน ‘ศาสตร์’ "
" ถ้าความดีแพ้ความชั่ว เราต้องลาออกจากความเป็นคน เพราะความดีต้องชนะ "
" เราต้องการสยามประเทศที่เดินไปข้างหน้า เป็นกรีนเลนอย่างแท้จริง "
" ในโลกนี้ มีประเทศแพ้ กับ ประเทศชนะ ชนะนาน ๆ เป็นมหาอำนาจ เป็นมหาอำนาจนาน ๆ เป็นอารยธรรม "
" ถ้าอยากอาสาจนไม่ว่า แต่อย่าบังคับให้จน ในสยามอารยะ...คนไม่อยากจน ต้องไม่จน "
" การนำประเทศคือ การนำประชาชนด้วยความเข้าใจว่าทุกคนคือคนที่มีคุณค่า "
" ในสยามอารยะ ต้องไม่มีใครถูกกทอดทิ้ง ทุกคนต้องอยู่อย่างมีศักดิ์ศรี "
" สยามอารยะ คือ สังคมพหุเอกานิยม มีเอกภาพในความหลากหลาย "
" สยามอารยะจะไม่ให้ความแตกต่าง ก่อให้เกิดความแตกแยก "
" เราจะไม่ให้ความแตกต่าง มากดให้คนรู้สึกต่ำต้อยลง แต่จะยกเขาให้สูงขึ้น "
" เทคโนโลยี คือ การทำให้มนุษย์เป็นซุปเปอร์แมน เป็นอภิมนุษย์ "
" คนอารยะ คือ คนที่ใช้ประวัติศาสตร์เป็นห้องทดลอง แล้วพาคนหลบหลุมพรางไปสู่ความรุ่งโรจน์ได้ "
" ผู้ปกครองบ้านเมืองต้องไม่ละเลยคนทุกข์ยาก รู้สึกทุกข์ร้อนแทนประชาชน ไม่สนใจแต่อภิสิทธิ์ชนเท่านั้น "
" สังคมอารยะ ต้องสร้างคนให้เข้มแข็ง สังคมจึงจะเป็นปึกแผ่น ไม่ถูกทำลายล้าง เพราะมีเอกภาพท่ามกลางความหลากหลาย "
" สยามอารยะ: คิดอารยะ พูดอารยะ ทำอารยะ "
" ปัญญา คือ การผสม ‘ศิลป์’ เข้าไปใน ‘ศาสตร์’ "
" ถ้าความดีแพ้ความชั่ว เราต้องลาออกจากความเป็นคน เพราะความดีต้องชนะ "
" เราต้องการสยามประเทศที่เดินไปข้างหน้า เป็นกรีนเลนอย่างแท้จริง "
" ในโลกนี้ มีประเทศแพ้ กับ ประเทศชนะ ชนะนาน ๆ เป็นมหาอำนาจ เป็นมหาอำนาจนาน ๆ เป็นอารยธรรม "
" ถ้าอยากอาสาจนไม่ว่า แต่อย่าบังคับให้จน ในสยามอารยะ...คนไม่อยากจน ต้องไม่จน "
" การนำประเทศคือ การนำประชาชนด้วยความเข้าใจว่าทุกคนคือคนที่มีคุณค่า "
" ในสยามอารยะ ต้องไม่มีใครถูกกทอดทิ้ง ทุกคนต้องอยู่อย่างมีศักดิ์ศรี "
" สยามอารยะ คือ สังคมพหุเอกานิยม มีเอกภาพในความหลากหลาย "
" สยามอารยะจะไม่ให้ความแตกต่าง ก่อให้เกิดความแตกแยก "
" เราจะไม่ให้ความแตกต่าง มากดให้คนรู้สึกต่ำต้อยลง แต่จะยกเขาให้สูงขึ้น "
" เทคโนโลยี คือ การทำให้มนุษย์เป็นซุปเปอร์แมน เป็นอภิมนุษย์ "
" คนอารยะ คือ คนที่ใช้ประวัติศาสตร์เป็นห้องทดลอง แล้วพาคนหลบหลุมพรางไปสู่ความรุ่งโรจน์ได้ "
" ผู้ปกครองบ้านเมืองต้องไม่ละเลยคนทุกข์ยาก รู้สึกทุกข์ร้อนแทนประชาชน ไม่สนใจแต่อภิสิทธิ์ชนเท่านั้น "
" สังคมอารยะ ต้องสร้างคนให้เข้มแข็ง สังคมจึงจะเป็นปึกแผ่น ไม่ถูกทำลายล้าง เพราะมีเอกภาพท่ามกลางความหลากหลาย "
Subscribe to:
Posts (Atom)
