สัปดาห์ที่แล้วศาสตราจารย์ ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ได้เล่าให้ฟังว่าริคาร์โด เซมเลอร์ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในบริษัทเซมโก้อย่างไรบ้างในเรื่องการปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กรและการสร้างวัฒนธรรมการทำงานที่ดี สัปดาห์นี้ผมจะเล่าถึงการเปลี่ยนแปลงในส่วนอื่นๆ ที่น่าสนใจครับ
เลือกคนที่ต้องการทำงานจริง คนที่มีความสามารถและเป็นที่ต้องการของทีม
พนักงานที่เซมโก้นั้นมีแรงจูงใจที่จะกระตือรือร้นในการทำงาน มีความตื่นตัว มีความปรารถนาที่จะพัฒนาตัวเองเพื่อตำแหน่งที่สูงขึ้น ซึ่งบริษัทเซมโก้มีกลไกหลายอย่างที่เอื้อให้เกิดบรรยากาศเช่นนั้น เช่น
พนักงานประมูลเพื่อให้ได้ตำแหน่งที่ตนเองต้องการ พนักงานแต่ละคนที่เข้ามาทำงานนั้นสามารถเลือกทำสิ่งที่ตนเองอยากทำและสนใจอย่างแท้จริงโดยการประมูลตำแหน่งในบริษัท โดยการประมูลนั้นจะถูกยอมรับหรือถูกปฏิเสธนั้นขึ้นอยู่กับทักษะความสามารถของพนักงาน อัตราเงินเดือนที่ร้องขอ และความปรารถนาของเพื่อนร่วมงานที่จะจ้างคนเหล่านั้น
การจ้างพนักงานใหม่หรือการไล่พนักงานออกของบริษัทเซมโก้นั้นอาศัยการโหวตตามหลักการประชาธิปไตย โดยพนักงานปัจจุบันเป็นผู้ลงคะแนนโหวตอย่างยุติธรรม นอกจากนี้ยังอาศัยการสัมภาษณ์โดยกลุ่ม ผู้ที่เข้ามาสมัครงานจะต้องถูกสัมภาษณ์โดยกลุ่มของพนักงานเซมโก้เพื่อทราบทัศนคติในการทำงาน มุมมองโลกทัศน์ หากผู้สมัครมีความสามารถ มีมุมมองโลกทัศน์ที่ดี น่าสนใจ พนักงานปัจจุบันประเมินแล้วว่าจะสามารถสนับสนุนการทำงานของทีมได้ ผู้สมัครคนนั้นจะได้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของเซมโก้
พัฒนาคนด้วยการฝึกอบรมอย่างต่อเนื่อง
ผู้จัดการในบริษัทเซมโก้มีบทบาทที่สำคัญคือเป็นผู้อำนวยความสะดวกให้แก่พนักงาน เป็นผู้สนับสนุนในการตัดสินใจและเป็นผู้ให้การฝึกอบรมแก่พนักงานเพื่อสนับสนุนพนักงานในการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ที่บริษัทเซมโก้มีการอบรมพนักงานในการอ่านและตีความข้อมูลทางการเงิน เช่น งบดุลและงบกำไรขาดทุน เพื่อให้พนักงานสามารถวิเคราะห์และเข้าใจสถานการณ์การเงินขององค์กร ของทีม เพื่อนำไปสู่การปรับปรุงพัฒนาการทำงานขององค์กรและทีมได้อย่างถูกต้อง ที่สำคัญพนักงานยังได้รับการสนับสนุนให้เข้ารับการฝึกอบรมในประเด็นหรือเรื่องที่พนักงานสนใจอีกด้วย
ให้ผลตอบแทนที่จูงใจควบคู่กับการประเมินผลงานอย่างจริงจัง
พนักงานของบริษัทเซมโก้เป็นผู้กำหนดอัตราเงินเดือนของตนเอง ตามความสามารถและมูลค่าเพิ่มที่พวกเขาคิดว่าสามารถสร้างให้แก่องค์กร โดยพนักงานแต่ละคนต้องคิดอย่างรอบคอบก่อนที่จะเสนอเงินเดือนของตนเอง เนื่องจาก เงินเดือนของทุกคนนั้นจะถูกติดประกาศในที่สาธารณะให้ทั้งองค์กรทราบ ซึ่งจะมีแรงกดดันจากเพื่อนรอบข้างเป็นกลไกควบคุมไม่ให้พนักงานแต่ละคนกำหนดอัตราเงินเดือนที่สูงเกินไปสำหรับตนเอง พนักงานที่กำหนดเงินเดือนของตนเองสูงเกินไป เพื่อนร่วมงานอาจไม่พอใจและอาจมีผลทำให้เขาต้องตกงานในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าได้ เนื่องจากพนักงานไม่สามารถขอลดเงินเดือนของตัวเองในภายหลัง เพราะกฎหมายของบราซิลนั้นห้ามไม่ให้ทำเช่นนั้น
ประกอบกับระบบการประเมินผลการทำงานที่จริงจัง พนักงานที่เซมโก้จะถูกประเมินผลการทำงานตามสิ่งที่พวกเขาได้มีส่วนต่อผลการดำเนินงานขององค์กร คนที่เสนอเงินเดือนสูง เกณฑ์การประเมินย่อมสูง หากเขาไม่สามารถไปถึงเกณฑ์ย่อมอาจถูกให้ออกจากงานได้ โดยผู้ที่ถูกประเมินมากเป็นพิเศษคือผู้บริหารระดับผู้จัดการขึ้นไป เนื่องจากมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กร พนักงานที่มีอายุงานมากกว่า 3 ปีและ/หรือมีอายุมากกว่า 50 ปี เป็นผู้ที่มีสิทธิ์ประเมิน โดยการให้คะแนน 1 – 100 ผลการประเมินจะติดประกาศไว้ให้เห็นชัดเจนในที่สาธารณะและผู้จัดการที่มีคะแนนเฉลี่ยต่ำกว่า 75 จะต้องถูกให้ออกจากบริษัท ซึ่งกฎนี้บังคับใช้กับริคาร์โด เซมเลอร์ด้วยเช่นกัน
นอกจากเงินเดือนแล้ว บริษัทเซมโก้ยังได้แบ่งปันกำไรให้แก่พนักงานอีกด้วย โดยบริษัทจะมีการจัดตั้งคณะกรรมการซึ่งมาจากการคัดเลือกลงคะแนนตามหลักประชาธิปไตย เพื่อให้ทำหน้าที่พัฒนาและดำเนินการเกี่ยวกับการจัดสรรกำไรของบริษัท ซึ่งเป็นการช่วยลดคำบ่นร้องเรียนของพนักงานเกี่ยวกับการจัดสรรเงินกำไรนี้ โดยพนักงานเป็นผู้โหวตลงคะแนนว่าจะจัดสรรเงินกำไรที่ถูกแบ่งมาเพื่อจัดสรรให้พนักงานนี้อย่างไร ซึ่งไม่ใช่เพียงฝ่ายบริหารเท่านั้นที่ได้รับการแบ่งปันเงินกำไรของบริษัท แต่พนักงานทุกคนที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์จะได้รับการจัดสรรเงินกำไรและโบนัสก้อนนี้ เป็นต้น
นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่เกิดขึ้นในบริษัทเซมโก้ ซึ่งเราจะเห็นว่าบริษัทเซมโก้นั้นมีนวัตกรรมด้านการบริหารจัดการในองค์กรหลายอย่างที่น่าสนใจมาก อย่างไรก็ตามบริบท วัฒนธรรม วิธีคิดของคนบราซิลนั้นย่อมแตกต่างจากคนไทย การลอกเลียนแบบทุกประการมาใช้กับองค์กรในประเทศไทยอาจไม่สามารถทำได้ทั้งหมด แต่หากประยุกต์เอาหลักการที่อยู่เบื้องหลังมา น่าจะเป็นประโยชน์ไม่น้อยต่อปรับปรุงและพัฒนาองค์กรโดยเฉพาะภาคธุรกิจ ซึ่งต้องการการฟื้นฟูตัวเองและปรับตัวอยู่เสมอในโลกที่มีพลวัตรและท่ามกลางปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
Well notice work of Professor Kriengsak Chareonwongsak
President of the Institute of Future Studies for Development in Thailand and Chairman of Success Group of Companies in Thailand |and Hope that your like
Showing posts with label เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์. Show all posts
Showing posts with label เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์. Show all posts
Sunday, November 27, 2011
Monday, October 3, 2011
Professor Kriengsak Chareonwongsak and article
| Comparative Advantage by Professor Kriengsak Chareonwongsak |
ทฤษฎีลิงกระโดดต้นไม้... นัยต่อการกำหนดทิศทางประเทศ
ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ กรุงเทพธุรกิจ วันพุธที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2550
ตามทฤษฎีความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ (Comparative Advantage) เมื่อประเทศต่างๆ ทำการค้าระหว่างประเทศ จะทำให้ประเทศเหล่านั้นมั่งคั่งมากขึ้น แต่คำถามคือ เหตุใดหลายประเทศในโลก แม้ส่วนใหญ่ได้เปิดประเทศ เพื่อทำการค้าระหว่างประเทศแล้ว แต่ประชาชนยังคงยากจนอยู่ (ทั้งนี้ไม่รวมถึงผลกระทบของการค้าที่ไม่เป็นธรรม และการผูกขาดภายในประเทศ) คำถามดังกล่าวมีความน่าสนใจอย่างยิ่งในเชิงการกำหนดนโยบาย เพื่อแก้ไขปัญหาความสามารถในการแข่งขัน และความยากจน โดยเฉพาะในยุคที่โลก ถูกผลักไปในทิศทางของการเปิดเสรีทางการค้า และสังคมไทยกำลังถกเถียงกันว่า ทิศทางด้านเศรษฐกิจของประเทศควรเป็นอย่างไร
ผมได้มีโอกาสไปทำงานวิจัยที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และได้รู้จักศาสตราจารย์ ริคาร์โด เฮาส์แมนน์ (Ricardo Hausmann) ซึ่งสอนวิชาที่ชื่อว่า "ทำไมหลายประเทศยังยากจน" ใน Kennedy School of Government ศาสตราจารย์ท่านนี้ เคยเป็นอดีตรัฐมนตรีการคลังของประเทศเวเนซุเอลา และได้คิดทฤษฎีที่มีชื่อว่า "ทฤษฎีลิงกระโดดต้นไม้"
ศาสตราจารย์เฮาส์แมนน์ เชื่อว่า การพัฒนาประเทศในระยะยาว เกิดจากการเปลี่ยนโครงสร้างของประเทศ (Structural Transformation) แต่คำถามอยู่ที่ว่า ทำไมการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของแต่ละประเทศจึงต่างกัน ซึ่งส่งผลทำให้บางประเทศร่ำรวย แต่อีกหลายประเทศยังยากจนอยู่
จากการศึกษาด้วยการสังเคราะห์ทฤษฎีต่างๆ และพยายามหาหลักฐานจากประเทศทั่วโลก ศาสตราจารย์เฮาส์แมนน์ ได้ข้อสรุปในเชิงทฤษฎีว่า การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ ขึ้นอยู่กับ ความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบแต่เดิมของประเทศนั้นว่าอยู่ที่ผลิตภัณฑ์ชนิดใด และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงนั้น เป็นไปได้ยากหรือง่าย
หากเปรียบเทียบบริษัทต่างๆ เหมือนกับลิงที่กระโดดจากต้นไม้ต้นหนึ่งไปยังต้นไม้อีกต้นหนึ่ง ในขณะที่ป่า หมายถึงทางเลือกของผลิตภัณฑ์ทั้งหมด และต้นไม้แต่ละต้นคือ ผลิตภัณฑ์แต่ละชนิด โดยที่แต่ละต้น มีความอุดมสมบูรณ์แตกต่างกัน เปรียบได้กับผลิตภัณฑ์แต่ละประเภทที่มีผลิตภาพ (Productivity) แตกต่างกัน
ลิงแต่ละตัวต้องพยายามกระโดดไปยังต้นไม้ที่อุดมสมบูรณ์ แต่มีข้อจำกัดคือมันไม่สามารถกระโดดไปต้นที่อยู่ไกลเกินไปได้ เนื่องจากการผลิต ผลิตภัณฑ์แต่ละชนิดคือ ต้องการสินทรัพย์ (Assets) และความสามารถ (Capability) ในการผลิตที่ต่างกัน
ด้วยเหตุนี้ ประเทศที่เปลี่ยนแปลงโครงสร้างได้เร็ว เกิดจากการที่ประเทศนั้นเริ่มต้นพัฒนาความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ ในผลิตภัณฑ์ที่สามารถ "กระโดด" ไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่มูลค่าสูงได้ง่าย เช่น อุตสาหกรรมเบา อิเล็กทรอนิกส์ และสินค้าทุน ขณะที่บางประเทศมีความสามารถในการแข่งขันในผลิตภัณฑ์ที่กระโดดไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่มูลค่าสูงได้ยาก เช่น น้ำมันดิบ สินค้าเขตร้อน และวัตถุดิบต่างๆ
จากทฤษฎีลิงกระโดดต้นไม้ทำให้เกิดคำถามต่อไปว่า แล้วประเทศไทยควรกำหนดทิศทางอย่างเจาะจงหรือไม่ว่า ควรปรับโครงสร้างไปสู่ผลิตภัณฑ์ประเภทใด
ทั้งนี้เพราะการพัฒนาอุตสาหกรรมทั่วโลกแบ่งได้เป็นสองแนวทาง คือ การปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด ดังตัวอย่างของประเทศสหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ และฮ่องกง อีกแนวทางหนึ่งคือ การแทรกแซงโดยรัฐบาล เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศ ดังที่ปรากฏในประเทศญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน
ทั้งสองแนวทางมีประเทศที่ประสบความสำเร็จ และมีทั้งข้อดี และข้อเสีย กล่าวคือ แนวทางที่ยึดกลไกตลาด อาจจะทำให้เกิดผลิตภัณฑ์ที่มีความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ แต่การปรับโครงสร้างจะล่าช้า และมีต้นทุนการปรับโครงสร้างสูงมาก
ขณะที่การแทรกแซงโดยรัฐบาลจะทำให้การปรับโครงสร้างรวดเร็ว แต่จะเป็นการบิดเบือนกลไกทางเศรษฐกิจ และมีความเสี่ยงว่ารัฐบาลอาจจะสนับสนุนผลิตภัณฑ์ที่ผิดประเภท ซึ่งไม่สามารถแข่งขันได้จริง
ศาสตราจารย์เฮาส์แมนน์ ได้ตอบคำถามนี้โดยอธิบายว่า การพัฒนาอุตสาหกรรม (Open Forest) เป็นการพัฒนาความสามารถที่เฉพาะเจาะจงขึ้นมาอย่างหนึ่ง ซึ่งจะทำให้เกิดการไหลล้น (Spill Over) ของความสามารถดังกล่าวไปสู่อุตสาหกรรมเดียวกันและอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่ใช้ความสามารถคล้าย ๆ กันด้วย และเมื่อมีการพัฒนาความสามารถแบบที่ต้องการได้แล้ว ประเทศจึงสามารถเปลี่ยนโครงสร้างไปสู่การผลิต ผลิตภัณฑ์ที่เป็นเป้าหมายได้
อย่างไรก็ตาม การพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ๆ ที่ประเทศต้องการ จะไม่เกิดขึ้นด้วยกลไกตลาด เพราะการไหลล้นของเทคโนโลยี หรือความสามารถใหม่ๆ นั้นเป็นผลประโยชน์ที่สังคมได้รับ แต่ผู้ที่พัฒนาเทคโนโลยีหรือความสามารถใหม่ๆ กลับต้องแบกรับต้นทุนไว้ทั้งหมด (Positive Externality) ปรากฏการณ์ดังกล่าวทำให้กลไกตลาดล้มเหลว (Market Failure) ดังนั้นรัฐบาลจึงควรเข้าไปมีบทบาท ในการส่งเสริมอุตสาหกรรมบางชนิด เพื่อจะสามารถ "กระโดด" ไปสู่อุตสาหกรรม ที่มีมูลค่าสูงขึ้นได้
ประการสำคัญ รัฐบาลต้องช่วยผลักลิงให้กระโดดไปยังต้นไม้ที่คนทั้งประเทศได้ประโยชน์ในระยะยาว ไม่ใช่เพียงทำให้คนในรัฐบาลได้ประโยชน์ เหมือนรัฐบาลที่ผ่านมา
ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ กรุงเทพธุรกิจ วันพุธที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2550
ตามทฤษฎีความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ (Comparative Advantage) เมื่อประเทศต่างๆ ทำการค้าระหว่างประเทศ จะทำให้ประเทศเหล่านั้นมั่งคั่งมากขึ้น แต่คำถามคือ เหตุใดหลายประเทศในโลก แม้ส่วนใหญ่ได้เปิดประเทศ เพื่อทำการค้าระหว่างประเทศแล้ว แต่ประชาชนยังคงยากจนอยู่ (ทั้งนี้ไม่รวมถึงผลกระทบของการค้าที่ไม่เป็นธรรม และการผูกขาดภายในประเทศ) คำถามดังกล่าวมีความน่าสนใจอย่างยิ่งในเชิงการกำหนดนโยบาย เพื่อแก้ไขปัญหาความสามารถในการแข่งขัน และความยากจน โดยเฉพาะในยุคที่โลก ถูกผลักไปในทิศทางของการเปิดเสรีทางการค้า และสังคมไทยกำลังถกเถียงกันว่า ทิศทางด้านเศรษฐกิจของประเทศควรเป็นอย่างไร
ผมได้มีโอกาสไปทำงานวิจัยที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และได้รู้จักศาสตราจารย์ ริคาร์โด เฮาส์แมนน์ (Ricardo Hausmann) ซึ่งสอนวิชาที่ชื่อว่า "ทำไมหลายประเทศยังยากจน" ใน Kennedy School of Government ศาสตราจารย์ท่านนี้ เคยเป็นอดีตรัฐมนตรีการคลังของประเทศเวเนซุเอลา และได้คิดทฤษฎีที่มีชื่อว่า "ทฤษฎีลิงกระโดดต้นไม้"
ศาสตราจารย์เฮาส์แมนน์ เชื่อว่า การพัฒนาประเทศในระยะยาว เกิดจากการเปลี่ยนโครงสร้างของประเทศ (Structural Transformation) แต่คำถามอยู่ที่ว่า ทำไมการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของแต่ละประเทศจึงต่างกัน ซึ่งส่งผลทำให้บางประเทศร่ำรวย แต่อีกหลายประเทศยังยากจนอยู่
จากการศึกษาด้วยการสังเคราะห์ทฤษฎีต่างๆ และพยายามหาหลักฐานจากประเทศทั่วโลก ศาสตราจารย์เฮาส์แมนน์ ได้ข้อสรุปในเชิงทฤษฎีว่า การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ ขึ้นอยู่กับ ความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบแต่เดิมของประเทศนั้นว่าอยู่ที่ผลิตภัณฑ์ชนิดใด และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงนั้น เป็นไปได้ยากหรือง่าย
หากเปรียบเทียบบริษัทต่างๆ เหมือนกับลิงที่กระโดดจากต้นไม้ต้นหนึ่งไปยังต้นไม้อีกต้นหนึ่ง ในขณะที่ป่า หมายถึงทางเลือกของผลิตภัณฑ์ทั้งหมด และต้นไม้แต่ละต้นคือ ผลิตภัณฑ์แต่ละชนิด โดยที่แต่ละต้น มีความอุดมสมบูรณ์แตกต่างกัน เปรียบได้กับผลิตภัณฑ์แต่ละประเภทที่มีผลิตภาพ (Productivity) แตกต่างกัน
ลิงแต่ละตัวต้องพยายามกระโดดไปยังต้นไม้ที่อุดมสมบูรณ์ แต่มีข้อจำกัดคือมันไม่สามารถกระโดดไปต้นที่อยู่ไกลเกินไปได้ เนื่องจากการผลิต ผลิตภัณฑ์แต่ละชนิดคือ ต้องการสินทรัพย์ (Assets) และความสามารถ (Capability) ในการผลิตที่ต่างกัน
ด้วยเหตุนี้ ประเทศที่เปลี่ยนแปลงโครงสร้างได้เร็ว เกิดจากการที่ประเทศนั้นเริ่มต้นพัฒนาความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ ในผลิตภัณฑ์ที่สามารถ "กระโดด" ไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่มูลค่าสูงได้ง่าย เช่น อุตสาหกรรมเบา อิเล็กทรอนิกส์ และสินค้าทุน ขณะที่บางประเทศมีความสามารถในการแข่งขันในผลิตภัณฑ์ที่กระโดดไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่มูลค่าสูงได้ยาก เช่น น้ำมันดิบ สินค้าเขตร้อน และวัตถุดิบต่างๆ
จากทฤษฎีลิงกระโดดต้นไม้ทำให้เกิดคำถามต่อไปว่า แล้วประเทศไทยควรกำหนดทิศทางอย่างเจาะจงหรือไม่ว่า ควรปรับโครงสร้างไปสู่ผลิตภัณฑ์ประเภทใด
ทั้งนี้เพราะการพัฒนาอุตสาหกรรมทั่วโลกแบ่งได้เป็นสองแนวทาง คือ การปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด ดังตัวอย่างของประเทศสหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ และฮ่องกง อีกแนวทางหนึ่งคือ การแทรกแซงโดยรัฐบาล เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศ ดังที่ปรากฏในประเทศญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน
ทั้งสองแนวทางมีประเทศที่ประสบความสำเร็จ และมีทั้งข้อดี และข้อเสีย กล่าวคือ แนวทางที่ยึดกลไกตลาด อาจจะทำให้เกิดผลิตภัณฑ์ที่มีความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ แต่การปรับโครงสร้างจะล่าช้า และมีต้นทุนการปรับโครงสร้างสูงมาก
ขณะที่การแทรกแซงโดยรัฐบาลจะทำให้การปรับโครงสร้างรวดเร็ว แต่จะเป็นการบิดเบือนกลไกทางเศรษฐกิจ และมีความเสี่ยงว่ารัฐบาลอาจจะสนับสนุนผลิตภัณฑ์ที่ผิดประเภท ซึ่งไม่สามารถแข่งขันได้จริง
ศาสตราจารย์เฮาส์แมนน์ ได้ตอบคำถามนี้โดยอธิบายว่า การพัฒนาอุตสาหกรรม (Open Forest) เป็นการพัฒนาความสามารถที่เฉพาะเจาะจงขึ้นมาอย่างหนึ่ง ซึ่งจะทำให้เกิดการไหลล้น (Spill Over) ของความสามารถดังกล่าวไปสู่อุตสาหกรรมเดียวกันและอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่ใช้ความสามารถคล้าย ๆ กันด้วย และเมื่อมีการพัฒนาความสามารถแบบที่ต้องการได้แล้ว ประเทศจึงสามารถเปลี่ยนโครงสร้างไปสู่การผลิต ผลิตภัณฑ์ที่เป็นเป้าหมายได้
อย่างไรก็ตาม การพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ๆ ที่ประเทศต้องการ จะไม่เกิดขึ้นด้วยกลไกตลาด เพราะการไหลล้นของเทคโนโลยี หรือความสามารถใหม่ๆ นั้นเป็นผลประโยชน์ที่สังคมได้รับ แต่ผู้ที่พัฒนาเทคโนโลยีหรือความสามารถใหม่ๆ กลับต้องแบกรับต้นทุนไว้ทั้งหมด (Positive Externality) ปรากฏการณ์ดังกล่าวทำให้กลไกตลาดล้มเหลว (Market Failure) ดังนั้นรัฐบาลจึงควรเข้าไปมีบทบาท ในการส่งเสริมอุตสาหกรรมบางชนิด เพื่อจะสามารถ "กระโดด" ไปสู่อุตสาหกรรม ที่มีมูลค่าสูงขึ้นได้
ประการสำคัญ รัฐบาลต้องช่วยผลักลิงให้กระโดดไปยังต้นไม้ที่คนทั้งประเทศได้ประโยชน์ในระยะยาว ไม่ใช่เพียงทำให้คนในรัฐบาลได้ประโยชน์ เหมือนรัฐบาลที่ผ่านมา
บทความ ของ ศาสตราจารย์ ดร. เกรียงศักดิ์ เจริญวงศักดิ์ (Profressor Kriengsak Chareonwongsak, Senior Fellow at Harvard University's Center of Business and Government and an Associate) credit by www.kriengsak.com
Wednesday, September 28, 2011
คนไทยมีความสุขน้อยลง
คนไทยมีความสุขน้อยลง
ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ กรุงเทพธุรกิจ วันพุธที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2549
แนวคิดการพัฒนาประเทศของไทยในปัจจุบัน กำลังเกิดกระแสความไม่เห็นด้วย กับการเน้นเป้าหมาย การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) เพียงเป้าหมายเดียว และมีความพยายามที่จะเสนอให้เปลี่ยนเป้าหมายการพัฒนา ไปสู่การเน้นความสุขของประชาชนในประเทศ หรือความสุขโดยรวมของประชาชาติ (Gross National Happiness: GNH)
![]() |
| Professor Kriengsak Chareonwongsak |
ในความเป็นจริง ผมมีความสนใจเกี่ยวกับการพัฒนาดัชนีชี้วัดความสุขมาเป็นเวลานานแล้ว และที่ผ่านมา ผมได้ทำการวิจัยเรื่อง “การพัฒนาชุดดัชนีชี้วัดความสุขของประเทศไทย” ซึ่งเป็นงานวิจัยตามหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูง การบริหารงานภาครัฐและกฎหมายมหาชนรุ่นที่ 5 ของสถาบันพระปกเกล้า
ผมได้ทำการพัฒนาดัชนีความสุข (Happiness Index) โดยหาความสัมพันธ์ระหว่าง ตัวชี้วัดด้านเศรษฐกิจและสังคม เช่น การเติบโตทางเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อ อัตราการว่างงาน เป็นต้น กับความสุขของประชากรไทย เพื่อจะนำไปสู่การบริหารประเทศ ที่มุ่งความสุขของประชากรโดยตรง
ดัชนีความสุขนี้พัฒนาขึ้นจากแบบจำลอง (Model) ทางเศรษฐศาสตร์ และใช้ฐานข้อมูลจากการสำรวจค่านิยมของคนในโลก (World Values Survey) มากกว่า 90 ประเทศทั่วโลก ที่จัดทำโดย International Network of Social Scientists ซึ่งทำการสำรวจมาแล้วจำนวน 4 ครั้ง
ผลการศึกษาพบว่า ภาวะความขัดแย้งทางการเมืองและราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นในปัจจุบัน เป็นเหตุทำให้ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2549 คนไทยประมาณ 1.3 ล้านคน หรือ ร้อยละ 2.1 ที่เคยมีความสุขมาก กลับมีความสุขลดลง เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกัน ของปีก่อน ขณะที่คนไทยที่ค่อนข้างมีความสุขมีจำนวนเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.2 ส่วนคนที่ไม่ค่อยมีความสุข และคนที่ไม่มีความสุขเลยมีจำนวนเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.87 (ตารางที่ 1)
ตารางที่ 1 การกระจายประชากรไทยตามช่วงระดับความสุขต่างๆ (ร้อยละ)
ระดับความสุข
2548
2549
Q1 Q2 Q3 Q4 Q1
ไม่มีความสุขเลย 0.62 0.61 0.70 0.78 0.73
ไม่ค่อยมีความสุข 7.70 7.61 8.23 8.82 8.46
ค่อนข้างมีความสุข 53.17 53.03 54.02 54.88 54.37
มีความสุขมาก 38.51 38.75 37.06 35.52 36.44
รวม 100.00 100.00 100.00 100.00 100.00
ผลการศึกษายังพบอีกว่า ตัวแปรที่มีอิทธิพลต่อระดับความสุขของคนแบ่งออกเป็นตัวแปรด้านจุลภาคและมหภาค ในกลุ่มตัวแปรจุลภาคที่ประกอบด้วย เพศ อายุ สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา การมีงานทำและระดับรายได้ เพศหญิงมีความสุขมากกว่าชาย, คนที่มีความสุขน้อยที่สุดอยู่ที่อายุประมาณ 52 ปี, คนที่อยู่ด้วยกัน หรือคู่แต่งงาน มีความสุขมากกว่าคนที่เป็นโสด และหย่าร้างตามลำดับ, และระดับการศึกษา และระดับรายได้ยิ่งสูง ยิ่งทำให้คนมีความสุขมากขึ้น
สำหรับตัวแปรมหภาคที่มีอิทธิพลต่อระดับความสุขของคน คือ การเติบโตทางเศรษฐกิจ อัตราการว่างงาน และอัตราเงินเฟ้อ โดยการเติบโตทางเศรษฐกิจสัมพันธ์ทางบวกกับระดับความสุข ในขณะที่อัตราการว่างงาน และอัตราเงินเฟ้อสัมพันธ์ทางลบ กับระดับความสุข ยิ่งไปกว่านั้น ผมยังพบว่าอัตราเงินเฟ้อมีอิทธิพลต่อความสุขมากที่สุด รองลงมาได้แก่ อัตราการว่างงานและอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจตามลำดับ
ที่ผ่านมารัฐบาลชุดนี้สนใจเฉพาะการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หรือจีดีพีเพียงเป้าหมายเดียวเท่านั้น แต่แนวทางการพัฒนาดังกล่าว ไม่ได้ทำให้ประชาชนมีความสุขอย่างแท้จริง จากงานวิจัยชิ้นนี้ ผมคิดว่าถึงเวลาแล้ว ที่ทุกฝ่ายต้องร่วมกันแก้ปัญหาวิกฤติทางการเมือง และทบทวนเป้าหมายการพัฒนาประเทศโดยมุ่งเน้นเป้าหมายต่างๆ อย่างสมดุล โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะทำให้คนไทยมีระดับความสุขมากขึ้น
บทความ ของ ศาสตราจารย์ ดร. เกรียงศักดิ์ เจริญวงศักดิ์ (Profressor Kriengsak Chareonwongsak, Senior Fellow at Harvard University's Center of Business and Government and an Associate) credit by www.kriengsak.com
ควรเลือกเป้าหมายใด : เงินเฟ้อ หรือจีดีพี?
ควรเลือกเป้าหมายใด : เงินเฟ้อ หรือจีดีพี?
ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ กรุงเทพธุรกิจ วันพุธที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2549
เศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะที่เงินเฟ้อสูงขึ้นพร้อมกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจ เนื่องจากแรงกดดันจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น การดำเนินนโยบายการเงินการคลังอยู่ในภาวะ "หนีเสือปะจระเข้" กล่าวคือ หากธนาคารแห่งประเทศไทย ใช้นโยบายการเงินแบบเข้มงวด เพื่อควบคุมเงินเฟ้อ จะทำให้เศรษฐกิจยิ่งชะลอตัวลง แต่หากกระทรวงการคลัง ใช้นโยบายการคลังแบบขยายตัว เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ จะยิ่งทำให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้น
ปัญหาจึงเกิดขึ้นเมื่อธนาคารแห่งประเทศไทย ถูกมองว่าใช้นโยบายการเงินค่อนข้างเข้มงวด โดยการขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทำให้ข้อถกเถียงกันอย่างกว้างขวางว่า การขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวรุนแรงมากขึ้น ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยให้เหตุผลว่า เป็นการตัดไฟแต่ต้นลม เพื่อการจัดการมิให้เงินเฟ้อขยายตัวไปมากกว่านี้ ซึ่งจะทำให้แก้ไขได้ยาก
ประเด็นสำคัญของความขัดแย้งเชิงนโยบายนี้ จึงอยู่ที่ว่าผู้มีอำนาจในการบริหารเศรษฐกิจของชาติ ควรให้ความสำคัญกับเป้าหมายใด
การตอบคำถามดังกล่าว เราจำเป็นต้องพิจารณาบริบทแวดล้อมทางเศรษฐกิจในปัจจุบันและแนวโน้มเศรษฐกิจในอนาคต ซึ่งจากการวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ ผมขอสรุปว่า การบริหารเศรษฐกิจในครึ่งหลังของปี 2549 ควรเน้นเป้าหมายการขยายตัวทางเศรษฐกิจมากกว่าการควบคุมเงินเฟ้อ
![]() |
| Professor Kriengsak Chareonwongsak |
เศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลังจะได้รับผลกระทบจาก 2 ปัจจัยสำคัญ คือการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2550 ที่ล่าช้า และราคาน้ำมันโลก ซึ่งจากการวิเคราะห์ผลกระทบจากทั้งสองปัจจัยนี้โดยใช้แบบจำลองดุลยภาพทั่วไป (Computable General Equilibrium) ผมพบว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจจะลดลงมากกว่า เพราะได้รับผลกระทบเชิงลบ จากทั้งสองปัจจัยดังกล่าว แต่ทั้งสองปัจจัยนี้จะส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้อในลักษณะที่หักล้างกัน ซึ่งทำให้อัตราเงินเฟ้อไม่เพิ่มขึ้นมากนัก (ตารางที่ 1)
การเลือกตั้งที่ล่าช้าจะทำให้การเบิกจ่ายงบประมาณประจำปี 2550 ล่าช้าออกไปอย่างน้อย 3 เดือน หรือหมายความว่าจะไม่มีการเบิกจ่ายงบลงทุนในไตรมาสสุดท้ายของปี 2549 คิดเป็นเม็ดเงินประมาณ 7 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่แท้จริง (real GDP growth) ปี 2549 ลดลงร้อยละ 0.41 จากตัวเลขประมาณการเดิม ขณะที่ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 15 (เป็น 65 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล) จะทำให้จีดีพีลดลงอีกร้อยละ 0.51 เมื่อรวมผลกระทบจากทั้งสองปัจจัยนี้ เศรษฐกิจปี 2549 จะลดลงถึงร้อยละ 0.92
แต่ในกรณีผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อ การไม่มีการเบิกจ่ายงบลงทุนในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2549 จะลดแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ ทำให้อัตราเงินเฟ้อลดลงร้อยละ 0.41 จากตัวเลขประมาณการเดิม ขณะที่ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 15 จะทำให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น 0.58 ดังนั้น ผลกระทบของทั้งสองปัจจัยนี้ จะทำให้อัตราเงินเฟ้อในปี 2549 เพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 0.17 จากตัวเลขประมาณการเดิม
ตารางที่ 1 ผลการวิเคราะห์ผลกระทบของการเบิกจ่ายงบประมาณล่าช้าและราคาน้ำมัน ตัวแปร ผลกระทบจาก
การเบิกจ่ายงบล่าช้า การเบิกจ่ายงบล่าช้า ผลกระทบจาก
ราคาน้ำมันเพิ่มร้อยละ 15 ราคาน้ำมันเพิ่มร้อยละ 15 รวมผลกระทบ
จากทั้งสองปัจจัย จากทั้งสองปัจจัย อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่แท้จริง (%) -0.41 -0.51 -0.92 ดัชนีราคาผู้บริโภค (%) -0.41 0.58 0.17 ที่มา : เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ (2549)
การใช้นโยบายการเงินแบบเข้มงวดเกินไป ยังอาจจะไม่มีประสิทธิภาพ เนื่องจากปัญหาเงินเฟ้อของไทยในปัจจุบัน เป็นเงินเฟ้อจากแรงผลักด้านต้นทุน (cost push inflation) ซึ่งเกิดจากราคาน้ำมันที่เป็นปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ การเพิ่มอัตราดอกเบี้ยจึงไม่ช่วยให้แรงกดดันต่อเงินเฟ้อลดลง
ขณะที่ประชาชนและผู้ประกอบการขาดความเชื่อมั่นต่อภาวะเศรษฐกิจไทยในอนาคต เนื่องจากปัญหาทางการเมือง และผลกระทบจากราคาน้ำมัน ส่งผลทำให้ชะลอการบริโภคและการลงทุนชะลอตัวลงอยู่แล้ว ทางการจึงไม่จำเป็นต้องใช้นโยบายการเงินที่ตึงตัว เพื่อลดแรงกดดันต่อเงินเฟ้อด้านอุปสงค์
สถานการณ์ปัจจุบันเงินบาทแข็งค่าขึ้น เพราะเงินลงทุนระยะสั้นไหลเข้ามาในประเทศไทย และทำให้มีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ เป็นจำนวนมาก ประเทศไทยจึงไม่จำเป็นมากนักที่ต้องขึ้นดอกเบี้ย เพื่อรักษาเงินลงทุนระยะสั้นจากต่างประเทศ แต่น่าจะยอมให้เงินลงทุนระยะสั้นที่ไหลเข้ามาชะลอตัวลงบ้าง เพื่อไม่ทำให้ค่าเงินบาทแข็งเกินไป และยังเป็นการกระตุ้นการส่งออกในครึ่งปีหลัง
นอกจากนี้ นโยบายการเงินที่เข้มงวดเกินไปจะส่งผลกระทบต่อประชาชนอย่างรุนแรง เพราะนโยบายประชานิยมของรัฐบาล ได้ทำให้หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง หากดอกเบี้ยเพิ่มสูงขึ้นมากเกินไป จะทำให้ความสามารถในการชำระหนี้ของประชาชน ลดลง จนอาจเกิดปัญหาหนี้เสียตามได้
ผมจึงเห็นด้วยกับผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยที่ระบุว่า จะขึ้นดอกเบี้ยเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว
บทความ ของ ศาสตราจารย์ ดร. เกรียงศักดิ์ เจริญวงศักดิ์ (Profressor Kriengsak Chareonwongsak, Senior Fellow at Harvard University's Center of Business and Government and an Associate)
credit by www.kriengsak.com
รัฐบาลใช้หลักการใดจัดลำดับความสำคัญ
รัฐบาลใช้หลักการใดจัดลำดับความสำคัญ
ทัศนะวิจารณ์ : ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2549
มติของคณะรัฐมนตรีวันที่ 23 พฤษภาคม 2549 ที่จะดึงโครงการเมกะโปรเจค ได้แก่ รถไฟฟ้า 3 สาย คือ สายสีม่วง สีน้ำเงิน และสีแดง ออกจากโครงการโมเดิร์นไนเซชั่น เพื่อมาดำเนินการก่อน โดยให้เหตุผลว่าเป็นไปตามลำดับความสำคัญ แต่คำถามคือ “โครงการรถไฟฟ้าทั้ง 3 สายมีลำดับความสำคัญสูงสุดจริงหรือไม่”
ในช่วงรัฐบาลทักษิณ 1 คณะทำงานนโยบายเศรษฐกิจของกระทรวงการคลัง ที่มีนายโอฬาร ไชยประวัติ เป็นประธาน ได้เห็นชอบหลักการจัดลำดับความสำคัญของโครงการเมกะโปรเจค โดยมีหลักการ 4 ประการคือ โครงการที่ให้ผลตอบแทนสูง โดยดูจาก Internal Rate of Return (IRR) โครงการที่ให้ผลตอบแทนเร็ว โครงการที่มีการนำเข้าปัจจัยการผลิตต่ำ และโครงการที่มีการสร้างรายได้เป็นเงินตราต่างประเทศ
ต่อมาสำนักงานเศรษฐกิจการคลังได้ทำการศึกษาเพื่อจัดลำดับความสำคัญของโครงการเมกะโปรเจค ตามหลักการ 4 ประการข้างต้น ผลการศึกษาพบว่า โครงการโทรคมนาคมมีลำดับความสำคัญสูงสุด โครงการด้านการศึกษาและสาธารณสุข โครงการที่อยู่อาศัย โครงการคมนาคมทางอากาศ โครงการเกษตรกรรมและชลประทาน โครงการพลังงาน มีความสำคัญรองลงมาตามลำดับ และโครงการคมนาคมทางบก (รวมทั้งรถไฟฟ้า) มีลำดับความสำคัญต่ำ
แต่รัฐบาลไม่ได้จัดลำดับความสำคัญตามที่ได้ศึกษาไว้ โดยให้ความสำคัญกับโครงการรถไฟฟ้ามากกว่าโครงการด้านน้ำ ทั้งที่โครงการด้านน้ำมีลำดับความสำคัญสูงกว่า สังเกตได้จากโครงการด้านน้ำถูกลดเป้าหมายลงเรื่อย ๆ เพราะจากการศึกษาของหน่วยราชการพบว่า หากดำเนินโครงการน้ำทั้งระบบต้องใช้งบ 1 ล้านล้านบาท แต่รัฐบาลเปิดตัวโครงการเมื่อ 23 กรกฎาคม 2546 ประกาศจะใช้เงินลงทุน 4 แสนล้านบาท แต่ต่อมาลดลงเหลือเพียง 2 แสนล้านบาท ขณะที่โครงการรถไฟฟ้ากลับได้รับความสำคัญมากขึ้น จากเดิมที่รัฐบาลประกาศสร้างรถไฟฟ้า 7 สาย แต่ต่อมากลับเพิ่มขึ้นอีก 3 สาย เป็น 10 สาย ทั้ง ๆ ที่อีก 3 สายที่เพิ่มขึ้นยังไม่มีผลการศึกษา
![]() |
| Professor Kriengsak Chareonwongsak |
คำถามคือ “รัฐบาลใช้หลักเกณฑ์อะไรในการจัดลำดับความสำคัญ” ในเมื่อไม่ใช่หลักการในเชิงวิชาการที่ได้มีการศึกษาไว้แล้ว คำถามต่อมา คือ “เหตุใดรัฐบาลจึงเลือกทำรถไฟฟ้า 3 สายดังกล่าวก่อน” แต่ไม่เลือกอีก 7 สายที่เหลือ
คำตอบหนึ่งของคำถามนี้ น่าจะเป็นประเด็นความพร้อมในการลงทุน เพราะรถไฟฟ้าทั้ง 3 สาย ได้มีการศึกษาและออกแบบไปมากกว่าหลาย ๆ สาย แต่มีข้อที่น่าสังเกตว่า เหตุใดรัฐบาลจึงไม่เลือก ทำโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวอ่อน และเขียวเข้มก่อน ทั้ง ๆ ที่มีความพร้อมและมีความสำคัญสูง
หากเปรียบเทียบลำดับความสำคัญของโครงการรถไฟฟ้าสายต่าง ๆ โดยใช้หลักการ 4 ประการข้างต้น เราจะพบว่า หลักการด้านระยะเวลาให้ผลตอบแทน การนำเข้าปัจจัยการผลิต และการสร้างรายได้เป็นเงินตราต่างประเทศ ไม่น่าจะแตกต่างกัน ดังนั้นลำดับความสำคัญของโครงการรถไฟฟ้าจึงสามารถพิจารณาได้จากหลักการเดียวเท่านั้น คือ อัตราผลตอบแทนของการลงทุน โดยดูจากดัชนี IRR
ผลการศึกษาของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจรพบว่า รถไฟฟ้าสายสีเขียวอ่อนและเขียวเข้ม (ส่วนต่อขยาย BTS) เป็นโครงการที่มีอัตราผลตอบแทนสูงกว่าสายอื่น (ตารางที่ 2) แต่รัฐบาลกลับไม่สนับสนุนการลงทุนในรถไฟฟ้า 2 สายนี้ก่อน และดูเหมือนมีทีท่าพยายามกีดกันไม่ให้ กทม.ทำส่วนต่อขยาย BTS ด้วย
ข้อสรุปของพฤติกรรมดังกล่าวของรัฐบาลที่น่าจะเป็น คือ เป็นเหตุผลทางการเมือง เป็นสำคัญ ด้วยเหตุนี้ หลักการในการจัดลำดับความสำคัญของรัฐบาลนี้ จึงเป็นไปเพื่อคะแนนนิยมทางการเมืองเป็นสำคัญ มิใช่เพื่อผลประโยชน์โดยส่วนรวมของประเทศชาติ
บทความ ของ ศาสตราจารย์ ดร. เกรียงศักดิ์ เจริญวงศักดิ์ (Profressor Kriengsak Chareonwongsak, Senior Fellow at Harvard University's Center of Business and Government and an Associate) credit by www.kriengsak.com
Tuesday, September 27, 2011
สามลักษณะเด่น งบประมาณปี 2549
งบประมาณปี 2549 กับสามลักษณะเด่น
ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ รองประธานกรรมาธิการ การพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร กรรมการบริหาร และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กรุงเทพธุรกิจ วันจันทร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2548
การจัดทำร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2549 กำหนดวงเงิน 1.36 ล้านล้านบาท และเป็นนโยบายงบประมาณ แบบสมดุลต่อเนื่องจากปีงบประมาณ 2548
แต่กระนั้นการจัดสรรงบประมาณปี 49 เป็นงบเสี่ยง ซึ่งอาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจ และความเป็นอยู่ของประชาชน ดังนี้
1.งบนักฝัน เนื่องจากการที่รัฐบาลมีความเสี่ยงจะจัดเก็บรายได้ไม่ถึงเป้าตามที่ฝัน ด้วยเหตุผล 2 ประการ คือ ประการแรก การขยายตัวทางเศรษฐกิจปี 2548 จะขยายตัวไม่ถึง 4.5-5.5% ตามในเอกสารงบประมาณโดยสังเขป แต่จากการวิเคราะห์พบว่า เศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวเพียง 4% เนื่องจากสมมติฐานในการจัดทำงบประมาณปี 2549 ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน
![]() |
| Professor Kriengsak Chareonwongsak |
สมมติฐานแรก ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยตลอดปี 2548 อยู่ที่ 44 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งไม่ตรงกับความจริง เพราะราคาน้ำมันดูไบเฉลี่ย 5 เดือนแรกอยู่ที่ 43.2 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 50-55 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลแล้ว ในขณะที่ครึ่งปีหลังความต้องการใช้น้ำมันมากขึ้น ทำให้ราคาน้ำมันในช่วงปลายปีจะสูงสุดในรอบปี ราคาน้ำมันดูไบเฉลี่ยทั้งปีจึงน่าจะสูงกว่า 50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
สมมติฐานที่สอง การส่งออกขยายตัว 18% เป็นไปได้ยาก เพราะ 4 เดือนแรกของปี 2548 มูลค่าการส่งออกเบื้องต้นขยายตัวเพียง 10.9% หากจะผลักดันการส่งออกตลอดปีนี้ให้ขยายตัว 18% การส่งออกในอีก 8 เดือนที่เหลือจะต้องเพิ่มขึ้นถึง 27.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
สมมติฐานที่สาม นักท่องเที่ยวปี 2548 จะเพิ่มขึ้นเป็น 12.57 ล้านคน นับว่าเป็นไปได้ยาก เพราะนักท่องเที่ยวเข้าไทยใน 2 ไตรมาสแรก คาดว่ามีเพียง 5.29 ล้านคน
สองไตรมาสสุดท้ายของปี 2548 จะต้องมีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นถึง 18.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นอัตราที่สูงมากเมื่อเทียบกับการขยายตัวของนักท่องเที่ยวในครึ่งหลังของปี 2547 และ 2546 ที่ขยายตัวเพียง 7.5% และ 4.2% ตามลำดับ
สมมติฐานสุดท้าย การเร่งเบิกจ่ายงบเพิ่มเติมปี 2548 และงบปี 2546-2547 ที่ยังค้างอยู่ไม่น้อยกว่า 80% เป็นไปได้ค่อนข้างยาก เพราะงบส่วนใหญ่เป็นงบลงทุน และการเบิกจ่ายงบลงทุนในปีงบประมาณ 2548 ณ ปัจจุบัน มีการเบิกจ่ายเพียง 48.9% เท่านั้น ทั้งๆ ที่ผ่านมาแล้วเก้าเดือน
ประการที่สอง สัดส่วนรายรับรัฐบาลต่อ GDP จะลดลงจาก 17.3% เหลือเพียง 17% เนื่องจากการจัดเก็บรายได้ของปี 2549 จะได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจในปี 2548 โดยเฉพาะภาษีที่จัดเก็บจากธุรกิจและประชาชนในปี 2549 จะคิดจากผลกำไรของธุรกิจและรายได้ของประชาชนในปี 2548
ดังนั้นหากเศรษฐกิจปีนี้ขยายตัว 4% และปีหน้าขยายตัว 6% สัดส่วนการจัดเก็บรายได้ของปีงบประมาณ 2549 อยู่ที่ 17% ต่อจีดีพี การจัดเก็บรายได้จะต่ำกว่าเป้าหมาย 1.36 ล้านล้านบาท ถึง 9.29 หมื่นล้านบาท ซึ่งหมายความว่าประชาชนจะต้องแบกรับภาระการเรียกเก็บภาษีมากขึ้น
2.งบนักซ่อน การจัดทำงบประมาณปี 2549 ในภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัว แต่รัฐบาลมีความต้องการใช้เงินลงทุนจำนวนมาก และต้องการจัดงบประมาณแบบสมดุล นำพาความเสี่ยงในการก่อหนี้สาธารณะ และภาระผูกพันมากขึ้น เพราะรัฐบาลพัฒนาวิธีการซ่อนหนี้ และภาระผูกพันมากขึ้น
การให้ธนาคารรัฐปล่อยกู้ตามนโยบายรัฐ การแปรรูปรัฐวิสาหกิจเพื่อโยกหนี้รัฐวิสาหกิจออกจากบัญชีหนี้สาธารณะ การจัดตั้ง SPV เพื่อกู้เงินจากเอกชน โดยไม่ปรากฏเป็นหนี้สาธารณะ รวมทั้งการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ที่ไม่คุ้มค่า ทำให้รัฐต้องอุดหนุนในระยะยาว ซึ่งการระดมทุนด้วยวิธีการเหล่านี้จะเป็นภาระต่องบประมาณในอนาคตรวมกันอย่างน้อย 546,944 ล้านบาท และอาจกลายเป็นหนี้สาธารณะจำนวนมากในอนาคต หากเศรษฐกิจถดถอย
3.งบ Turn Key ในเอกสารงบประมาณระบุถึง งบประมาณของโครงการลงทุนขนาดใหญ่ 9.46 หมื่นล้านบาท โดยหลายโครงการจะเริ่มต้นก่อสร้างในปีงบประมาณ 2549
การที่รัฐบาลต้องการเร่งผลักดังโครงการโดยที่ยังไม่มีแผนระดมทุนชัดเจน โดยที่ยังไม่มีการศึกษาและออกแบบโครงการ จึงมีความเป็นไปได้สูงที่รัฐบาลจะนำการจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีการเหมาแบบเบ็ดเสร็จ หรือ Turn Key มาใช้ เพราะวิธีนี้มีข้อดี คือ การก่อสร้างได้เร็ว เพราะใช้วิธีออกแบบไปพร้อมกับการก่อสร้าง และผู้รับเหมาจะเป็นผู้รับผิดชอบในการระดมทุนเอง
แต่ข้อเสียของวิธีการนี้ คือ การออกแบบไปพร้อมๆ กับการก่อสร้าง จะทำให้การควบคุมและตรวจสอบงานทำได้ยาก และจะมีผู้รับเหมาน้อยรายที่จะมีคุณสมบัติตามข้อกำหนดให้มีสิทธิเข้าแข่งขันในการประกวดราคา และอาจเกิดการรวบรัดขั้นตอนดำเนินงาน
บทความ ของ ศาสตราจารย์ ดร. เกรียงศักดิ์ เจริญวงศักดิ์ (Profressor Kriengsak Chareonwongsak, Senior Fellow at Harvard University's Center of Business and Government and an Associate)
credit by www.kriengsak.com
การเปิด FTA กับนิวซีแลนด์ ไทยได้อะไร
ไทยได้อะไรจากการเปิด FTA กับนิวซีแลนด์
ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 09 มิถุนายน พ.ศ. 2548
ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 09 มิถุนายน พ.ศ. 2548
นิวซีแลนด์เป็นหนึ่งในประเทศคู่เจรจาเขตการค้าเสรี (FTA) ของไทย ซึ่งเมื่อวันที่ 19 เม.ย.2548 นายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และนางเฮเลน คลาร์ก นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ ได้ร่วมลงนามในข้อตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-นิวซีแลนด์ จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ก.ค.นี้
โดยข้อตกลงครอบคลุม 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1.เปิดเสรีการค้าด้านสินค้า 2.เปิดเสรีการค้าบริการและลงทุน และ 3.ความร่วมมือด้านการค้า
การจัดทำเขตการค้าเสรีไทย-นิวซีแลนด์ ทำให้ได้รับประโยชน์ด้านการลดภาษีนำเข้า ยังช่วยให้เกิดแรงผลักดันในการยกมาตรฐานด้านสุขอนามัยของสินค้าส่งออกของไทยไปสู่นิวซีแลนด์มากขึ้น และไทยยังอาจได้รับประโยชน์จากความร่วมมือพัฒนาด้านปศุสัตว์ ซึ่งเป็นสาขาที่นิวซีแลนด์มีศักยภาพทางการผลิต ทั้งยังเป็นโอกาสร่วมลงทุนเพื่อส่งออกไปยังประเทศที่ 3
แต่ผลกระทบตรงข้าม ทำให้ไทยต้องเปิดตลาดสินค้าเกษตรบางรายการ ซึ่งนิวซีแลนด์มีศักยภาพในการผลิตสูง และเป็นรายการที่อ่อนไหวของไทย โดยเฉพาะเนื้อวัว นม และผลิตภัณฑ์นม ทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคและโคนมต้องเผชิญการแข่งขันกับคู่แข่งที่มีศักยภาพสูง ซึ่งในอนาคตไทยต้องแข่งขันกับออสเตรเลีย
ประโยชน์ที่จะได้รับจากการจัดทำเขตการค้าเสรีไทย-นิวซีแลนด์โดยเปรียบเทียบ ไทยอาจจะได้รับไม่มากนัก และน้อยกว่าประโยชน์ที่นิวซีแลนด์จะได้รับจากไทย ดังนี้
ขนาดการค้าและลงทุนระหว่างไทยและนิวซีแลนด์มีมูลค่าไม่มาก ข้อมูลการค้าระหว่างประเทศ พบว่า มูลค่าการค้าไทยกับนิวซีแลนด์ในปี 2547 มีระดับต่ำมาก โดยส่งออกจากไทยไปนิวซีแลนด์มีมูลค่า 0.34% ของส่งออกรวมของไทย และนำเข้าจากนิวซีแลนด์มีมูลค่า 0.25% ของนำเข้ารวม ในขณะที่ส่งออกจากนิวซีแลนด์มายังไทยมีมูลค่า 1.26% ของส่งออกรวม และนำเข้าจากไทยมีมูลค่า 1.59% ของนำเข้ารวม
ในการลงทุนระหว่างประเทศ ตามข้อมูลของบีโอไอ นิวซีแลนด์ลงทุนในไทยเป็นลำดับที่ 43 ตั้งแต่ 2538-2546 มีมูลค่า 25.5 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 0.03% ของมูลค่าลงทุนจากต่างประเทศในไทย โดยเป็นการลงทุนในไทยมากที่สุดปี 2542 มูลค่า 8.3 ล้านเหรียญ ซึ่งลงทุนในธุรกิจเฟอร์นิเจอร์และธุรกิจเกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ
ไทยมีประชากร 65 ล้านคน มากกว่านิวซีแลนด์ที่มีประชากร 4 ล้านคน เมื่อพิจารณาในแง่ของประชากร การเปิดเสรีการค้ากับประเทศที่มีประชากรน้อยกว่า เช่น นิวซีแลนด์ จะทำให้ไทยได้รับประโยชน์จากการขยายตลาดส่งออกน้อยกว่า ส่วนนิวซีแลนด์จะได้รับประโยชน์จากไทย ซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่กว่า
ไทยต้องลดอัตราภาษีโดยเฉลี่ยมากกว่าที่นิวซีแลนด์ลดภาษีให้ ข้อมูลในปี 2542 ก่อนเจรจาเขตการค้าเสรีไทยกับนิวซีแลนด์ ระบุว่า ไทยเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากนิวซีแลนด์เฉลี่ย 8.88% โดยสินค้าที่จัดเก็บภาษีนำเข้าในอัตราสูง ได้แก่ ธัญพืช ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ ผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ พืชไร่ ผัก ผลไม้และเมล็ดถั่ว ผลิตภัณฑ์อาหาร และสิ่งทอ ขณะที่นิวซีแลนด์เก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากไทยเฉลี่ย 3.22% โดยภาคการผลิตที่จัดเก็บภาษีในอัตราสูง ได้แก่ ผลิตภัณฑ์จากหนัง เครื่องแต่งกาย ผลิตภัณฑ์โลหะ และผลิตภัณฑ์จากไม้
แม้ว่าข้อตกลงเขตการค้าเสรีมีผลบังคับใช้แล้ว อัตราภาษีนำเข้าสินค้าจะเป็น 0% ซึ่งจะทำให้ผู้ส่งออกไทยได้ประโยชน์จากการส่งออกสินค้าบางรายการ เช่น ผลิตภัณฑ์จากหนัง เครื่องแต่งกาย แต่ผลประโยชน์ที่จะได้รับโดยรวมไม่มากนักเมื่อเปรียบเทียบกับผู้ส่งออกของนิวซีแลนด์จะได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้าจากไทย เพราะนิวซีแลนด์เป็นตลาดขนาดเล็ก
ประเทศไทยต้องลดภาษีในสัดส่วนที่มากกว่านิวซีแลนด์ โดยเฉพาะในสินค้าธัญพืช ผลิตภัณฑ์นม อาหาร และอุปกรณ์โทรคมนาคม
ไทยมีอัตรากีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีเฉลี่ยมากกว่านิวซีแลนด์ ในปี 2537 เฉลี่ย 37.13% โดยภาคการผลิตที่มีอัตรากีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีในระดับสูง ได้แก่ ธัญพืช ผัก ผลไม้และเมล็ดถั่ว พืชไร่อื่น ผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ ผลิตภัณฑ์อาหาร และผลิตภัณฑ์จากไม้
ขณะที่นิวซีแลนด์มีอัตรากีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีกับสินค้านำเข้าจากไทยเฉลี่ย 1.72% โดยภาคการผลิตที่มีอัตรากีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีในระดับสูง ได้แก่ ผลิตภัณฑ์จากหนัง ผลิตภัณฑ์จากแร่ธาตุ และเครื่องจักรอุปกรณ์
และทำให้เกิดการปรับลดอัตรากีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีระหว่างกันด้วย ส่งผลให้ภาคการผลิตของไทยที่ได้รับผลประโยชน์จากส่งออกเพิ่มขึ้น เช่น ผลิตภัณฑ์จากหนัง ส่วนภาคการผลิตของไทยที่ได้รับผลกระทบด้านลบ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์นม ผักผลไม้และเมล็ดถั่ว ผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ น้ำมันและไขมันจากพืช และผลิตภัณฑ์จากไม้
![]() |
| Professor Kriengsak Chareonwongsak |
ข้อเสนอแนะ ไทยจึงไม่ควรเปิดเสรีอย่างสมบูรณ์ในสินค้าทุกชนิดทันที ควรเลือกเปิดเสรีในสินค้าบางชนิดก่อน และควรกำหนดเงื่อนไขการเปิดเสรี โดยเฉพาะเงื่อนไขระยะเวลาลดอัตราภาษี เพื่อการเตรียมพร้อมของผู้ผลิตในประเทศ และลดความได้เปรียบเสียเปรียบของผู้ผลิตทั้งสองประเทศ
การจัดทำเขตการค้าเสรีที่มุ่งเน้นเฉพาะเรื่องการค้าและลงทุน อาจทำให้ไทยไม่ได้ประโยชน์สูงสุด รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับความร่วมมือด้านอื่นด้วย ซึ่งประเด็นที่ไทยควรร่วมมือกับนิวซีแลนด์ และจะเป็นประโยชน์มาก คือ ความร่วมมือในด้านสิ่งแวดล้อม เนื่องจากนิวซีแลนด์เป็นประเทศที่ให้ความสำคัญด้านสิ่งแวดล้อมเป็นอันดับต้น โดยมีพระราชบัญญัติการจัดการทรัพยากร เริ่มบังคับใช้ในปี 2534 ซึ่งนับว่าเป็นกฎหมายฉบับแรกของโลกที่จัดการปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
การที่ไทยสร้างความร่วมมือกับนิวซีแลนด์ในธุรกิจด้านสิ่งแวดล้อม จะเป็นผลดีต่อไทยที่สามารถอาศัยความรู้ วิทยาการจัดการสิ่งแวดล้อมของนิวซีแลนด์ เพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมของไทยได้มีประสิทธิภาพ
บทความ ของ ศาสตราจารย์ ดร. เกรียงศักดิ์ เจริญวงศักดิ์ (Profressor Kriengsak Chareonwongsak, Senior Fellow at Harvard University's Center of Business and Government and an Associate) credit by www.kriengsak.com
จริงหรือ? เศรษฐกิจพิเศษ ดี?
เขตเศรษฐกิจพิเศษดีจริงหรือ?
ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2548
ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2548
คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการ ร่างพระราชบัญญัติเขตเศรษฐกิจพิเศษ เมื่อวันที่ 11 ม.ค.ที่ผ่านมา และคาดว่าจะนำมาใช้ได้ในรัฐบาลสมัยหน้า มีสาระสำคัญ คือ กำหนดให้มีการจัดตั้ง เขตเศรษฐกิจพิเศษขึ้น ซึ่งจะต้องยกเลิก พ.ร.บ.การจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมทั้งฉบับ นิคมต่างๆ ในปัจจุบันจะเปลี่ยนสถานะเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ
โดยคาดว่า จะดำเนินการในบริเวณเกาะช้าง เกาะพีพี ภูเก็ต พังงา เมืองใหม่นครนายก เชียงราย แม่สอด ตาก โดยแต่ละพื้นที่จะมีการออกเป็นพระราชกฤษฎีกาเฉพาะในพื้นที่ เพราะมีวัตถุประสงค์เฉพาะที่ต่างกัน เช่น ด้านพาณิชยกรรม อุตสาหกรรม การบริการ และการท่องเที่ยว แต่ละเขตเศรษฐกิจพิเศษจะมีผู้ว่าการมืออาชีพที่เข้ามาทำงานโดยสัญญาจ้างที่มีวาระ 4 ปี และมีสำนักงานกลางบริหารพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ เป็นองค์กรมหาชนเป็นผู้ดูแล ซึ่งจะให้บริการแบบเบ็ดเสร็จครบวงจร หรือ one stop service
![]() |
| Professor Kriengsak Chareonwongsak |
เขตเศรษฐกิจพิเศษนี้ จัดตั้งขึ้นเพื่อให้การพัฒนาพื้นที่เฉพาะสอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่ และความต้องการของประชาชน และเพื่อให้การพัฒนาระบบบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดีเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ อันจะช่วยเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของประเทศให้สูงขึ้น ซึ่งโดยหลักการอาจจะดี แต่โดยวิธีการแล้วไม่อาจทำให้การบริหารบ้านเมืองมีประสิทธิภาพดีขึ้น
เนื่องจาก การผ่อนผันกฎหมายบางอย่างอาจสร้างปัญหาต่อบ้านเมืองส่วนรวม
พ.ร.บ.เขตเศรษฐกิจพิเศษที่จะออกมานี้ อาจจะสร้างปัญหาต่อบ้านเมืองได้ เพราะมีการผ่อนผันยกเว้นการใช้กฎหมายหลายประการ เช่น การจ้างแรงงานต่างด้าวเกินกำหนดได้ ซึ่งทำให้ท้องถิ่นต้องรับภาระเพิ่มขึ้นในการจัดการแรงงานต่างด้าวที่อาจจะสร้างปัญหา
นอกจากนี้ ใน พ.ร.บ.ยังอนุญาตให้ต่างชาติสามารถถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดินได้ และสามารถเช่าที่ดินยาวนานถึง 99 ปี ทั้งๆ ที่ยังมีคนไทยอีกจำนวนมากที่ไม่มีที่ดินทำกินแต่รัฐกลับอนุญาตให้ต่างชาติที่ครอบครองและมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินได้ก่อน รวมถึงเรื่องการส่งเงินออกนอกประเทศของบริษัทข้ามชาติที่ยังไม่ข้อกำหนดหรือการควบคุมแต่อย่างใด ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อค่าเงินบาท และเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจโดยรวมได้ หากบริษัทเหล่านี้นำเงินออกนอกประเทศจำนวนมากในเวลาอันสั้น เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540
การบริหารงานรวมศูนย์อำนาจ ท้องถิ่นขาดการมีส่วนร่วมตัดสินใจ ตาม พ.ร.บ.จะกำหนดให้เขตเศรษฐกิจพิเศษมีสถานะเป็นนิติบุคคล ซึ่งบริหารโดยผู้ว่าการมืออาชีพที่เข้ามาทำงานโดยสัญญาจ้างที่มีวาระ 4 ปี โดยอำนาจการตัดสินใจจะเป็นของผู้บริหารคนนี้ ซึ่งประชาชนไม่มีโอกาสได้มีส่วนในการตัดสินใจ ทั้งๆ ที่เป็นสิทธิของประชาชน เนื่องจากการพัฒนาทางเศรษฐกิจอาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่นได้
การจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษเป็นสิ่งที่กระตุ้นการค้าและการลงทุน ซึ่งส่งผลต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ ถ้าจะทำต้องทำด้วยความรอบคอบ การเร่งรีบเกินไปอาจเป็นการสร้างปัญหามากกว่า และทำให้ประชาชนเดือดร้อนโดยไม่จำเป็น
บทความ ของ ศาสตราจารย์ ดร. เกรียงศักดิ์ เจริญวงศักดิ์ (Profressor Kriengsak Chareonwongsak, Senior Fellow at Harvard University's Center of Business and Government and an Associate)
credit by www.kriengsak.com
ภาคธุรกิจของไทยในปี 2548
ความท้าทายทางธุรกิจในปี 2548
ศจ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 09 กันยายน พ.ศ. 2547
++++++++
ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ รองประธานคณะทำงานการเศรษฐกิจ การพาณิชย์ และอุตสาหกรรม
สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ kriengsak@kriengsak.com
บทความ ของ ศาสตราจารย์ ดร. เกรียงศักดิ์ เจริญวงศักดิ์ (Profressor Kriengsak Chareonwongsak, Senior Fellow at Harvard University's Center of Business and Government and an Associate) credit by www.kriengsak.com
ศจ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 09 กันยายน พ.ศ. 2547
ตั้งแต่ปลายปี 2546 เศรษฐกิจโดยรวมของไทยขยายตัวได้ดีอย่างต่อเนื่อง ดังจะเห็นได้จากอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GPD) ที่สูงถึงร้อยละ 7.8 อันเป็นผลมาจากการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าของไทย การขยายตัวของการบริโภคภายในประเทศ และอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำมาก ส่งผลให้เกิดการเพิ่มขึ้นของการลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์ ที่มีการขยายตัวกว้างขวาง
ถึงกระนั้นผลพวงจากการเติบโต ทำให้เกิดปรากฏการณ์หลายประการ ซึ่งอาจเป็นความเสี่ยงต่อระบบเศรษฐกิจไทยในช่วงปลายปี 2547 จนถึงปี 2548 ได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น หนี้สินภาคครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จาก 82,485 บาท/ครัวเรือน ในปี 2545 เป็น 110,133 บาท/ครัวเรือน ในไตรมาสแรกของปี 2547 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงกำลังซื้อของประชาชนที่จะลดลงในอนาคต
ความเสี่ยงในการเกิดภาวะอุปทานส่วนเกินในภาคอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากการเติบโตอย่างร้อนแรงของการลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์ในช่วงปลายปี 2546 จนถึงต้นปี 2547 จะทำให้เกิดความไม่สมดุลกันระหว่างปริมาณอสังหาริมทรัพย์ที่เสนอขายในตลาด กับการขยายตัวของกำลังซื้อภาคประชาชนในขณะนี้ ส่งผลให้เกิดอุปทานส่วนเกินในภาคอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งจะทำให้ราคาอสังหาริมทรัพย์ตกต่ำลง
ความวิตกเกี่ยวกับปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ Non-Performing Loans (NPLs) ซึ่งจะเห็นได้ชัดเจนจากตัวเลขหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของธนาคารพาณิชย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งธนาคารกรุงไทย ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมากจากร้อยละ 7.78 ในไตรมาสแรกของปี 2547 มาเป็นร้อยละ 12.29 ในไตรมาส 2
ปรากฏการณ์ทั้ง 3 ประการ เมื่อประกอบกับปัจจัยต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในปี 2548 สะท้อนให้เห็นว่าปี 2548 จะเป็นปีที่เต็มด้วยความท้าทายต่อภาคธุรกิจไทยอย่างมาก โดยปัจจัยเสี่ยงที่คาดว่าส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในปี 2548 มีดังต่อไปนี้
สถานการณ์ด้านราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น จะส่งผลทำให้ต้นทุนการผลิตสินค้าสูงขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการอาจลดกำลังการผลิตลงในปี 2548
อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มสูงขึ้น เป็นผลจากระดับราคาน้ำมันที่กดดันให้สินค้าภายในประเทศมีราคาสูงขึ้น และทิศทางอัตราเงินเฟ้อโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลทำให้ประชาชนอาจต้องแบกรับภาระด้านค่าใช้จ่ายในปี 2548 มากขึ้น
![]() |
| Professor Kriengsak Chareonwongsak |
อัตราแลกเปลี่ยนที่อ่อนค่าลง เป็นผลจากการไหลออกของเงินทุนต่างประเทศ และภาวะการซบเซาลงของตลาดทุนในประเทศไทย ส่งผลทำให้สินค้าทุนที่นำเข้าจากต่างประเทศมีราคาสูงขึ้น
อัตราดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น จากแรงกดดันของอัตราแลกเปลี่ยนที่เริ่มอ่อนค่าลง รวมทั้งระดับเงินเฟ้อและหนี้สินภาคครัวเรือนที่กำลังสูงขึ้น ส่งผลให้ในปี 2548 ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจมีการปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นเพื่อสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ
จากปัจจัยดังกล่าวอาจส่งผลทำให้เศรษฐกิจไทยอาจไม่สามารถขยายตัวได้ร้อยละ 8 ดังที่ตั้งเป้าไว้ในช่วงต้นปี และมีการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยปลายปีนี้ อาจเติบโตได้ร้อยละ 6.8-7.8 เท่านั้น ส่วนปี 2548 คาดว่าจะขยายตัวได้ในช่วงร้อยละ 6-7.5 ซึ่งลดลงจากปี 2547 นอกเหนือจากปัจจัยดังกล่าวข้างต้น
ภาคธุรกิจของไทยในปี 2548 อาจต้องประสบกับความท้าทายอื่นๆ ร่วมด้วย ได้แก่
การแข่งขันของอุตสาหกรรมต่างๆ จะรุนแรงขึ้น เนื่องจากผู้ผลิตมีการผลิตสินค้าออกสู่ตลาดมากขึ้น ในขณะที่อำนาจซื้อลดลงและภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนเพิ่มขึ้น อีกทั้งการที่ประเทศไทยเปิดเสรีการค้ามากขึ้น ทำให้ในปี 2548 ผู้ผลิตอาจต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นได้
ต้นทุนของภาคอุตสาหกรรมสูงขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพาน้ำมัน การขนส่งและวัตถุดิบที่นำเข้าจากต่างประเทศจะได้รับผลกระทบโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมเหล็ก อุตสาหกรรมเซรามิค อุตสาหกรรมยานยนต์ เป็นต้น
กล่าวโดยสรุป จากทั้งปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจและความท้าทายที่มีต่อภาคธุรกิจในปี 2548 ทำให้ปีที่จะมาถึงนี้ อาจไม่ใช่ปีที่สดใสมากนัก แต่ถึงกระนั้นเศรษฐกิจไทยโดยรวมอาจจะไม่ซบเซาจนเกินไป เพราะพื้นฐานทางเศรษฐกิจไทยยังอยู่ในเกณฑ์ดี ปี 2548 จึงอาจเป็นปีที่เต็มด้วยการแข่งขันและความท้าทายต่อนักธุรกิจและผู้กำหนดนโยบาย ที่จะต้องนำพาองค์กรและประเทศให้ประสบความสำเร็จตามที่ได้ตั้งเป้าหมายเอาไว้
++++++++
ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ รองประธานคณะทำงานการเศรษฐกิจ การพาณิชย์ และอุตสาหกรรม
สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ kriengsak@kriengsak.com
บทความ ของ ศาสตราจารย์ ดร. เกรียงศักดิ์ เจริญวงศักดิ์ (Profressor Kriengsak Chareonwongsak, Senior Fellow at Harvard University's Center of Business and Government and an Associate) credit by www.kriengsak.com
Sunday, September 18, 2011
Professor Kriengsak Chareonwongsak Eco Car
อีโคคาร์ช่วยประเทศ ประหยัดพลังงานจริงหรือ?
ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ กรุงเทพธุรกิจ วันพุธที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2550
จากสภาวะเศรษฐกิจของประเทศที่ชะลอตัวลง เนื่องจากการบริโภคภาคประชาชนและการลงทุนชะลอตัวลง รัฐบาลจึงต้องแสวงหามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมาเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ มาตรการหนึ่งที่มีการกล่าวถึง คือ โครงการผลิตรถยนต์ประหยัดพลังงานตามมาตรฐานสากล หรือ "อีโคคาร์" ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมเชื่อว่า เป็นโครงการที่สามารถดึงการลงทุนเข้ามาได้ และยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในอีกทางหนึ่ง มาตรการนี้จึงกำลังจะถูกนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อหาข้อสรุปในวันที่ 5 มิถุนายนนี้
สำหรับแนวคิดการสนับสนุนการผลิตอีโคคาร์นั้นเกิดขึ้นมานานแล้ว แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จในการผลักดันแนวคิดนี้ เนื่องจากไม่สามารถหาข้อสรุปในประเด็นสำคัญๆ คือ การกำหนดคุณสมบัติของอีโคคาร์ และการลดอัตราการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตของอีโคคาร์
การหาข้อสรุปดังกล่าว ผู้กำหนดนโยบายจำเป็นต้องพิจารณาผลประโยชน์และผลกระทบหลายด้าน อาทิเช่น การดึงดูดการลงทุน การพัฒนาการผลิตรถยนต์เล็กเพื่อการส่งออก การลดการใช้พลังงาน การลดมลภาวะ การลดลงของรายได้ภาครัฐ ผลกระทบต่อการผลิตรถยนต์ประเภทอื่น ฯลฯ
สำหรับบทความนี้จะขอพิจารณาเฉพาะประเด็นที่ว่า อีโคคาร์จะช่วยให้ประเทศประหยัดพลังงานได้จริงหรือไม่ ซึ่งการตอบคำถามนี้ จะใช้แนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ คือ ผลของรายได้ (income effect) และผลของการทดแทน (substitution effect)
การส่งเสริมการผลิตอีโคคาร์ อาจจะทำให้การใช้พลังงานลดลงจากแนวโน้มที่ควรจะเป็นหรือไม่ก็ได้ โดยขึ้นอยู่กับว่า ผลของรายได้และผลของการทดแทน ผลด้านใดจะมากกว่ากัน
หากวิเคราะห์ โดยการจำแนกผู้ซื้อรถยนต์ออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 ผู้ที่ต้องการซื้อรถยนต์มือหนึ่ง กลุ่มที่ 2 ผู้ที่ต้องการซื้อรถยนต์มือสอง และกลุ่มที่ 3 ผู้ที่ยังไม่ตัดสินใจซื้อรถยนต์ แม้จะมีรายได้เพียงพอในการซื้อรถยนต์มือหนึ่งหรือรถมือสอง
บุคคลสองกลุ่มแรกเป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มจะซื้อรถยนต์อยู่แล้ว ไม่ว่าจะมีการผลิตอีโคคาร์หรือไม่ แต่บุคคลกลุ่มที่สามเป็นกลุ่มที่ไม่ตัดสินใจซื้อรถยนต์ แต่อาจเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจได้ หากมีการผลิตอีโคคาร์
| Professor Kriengsak Chareonwongsak |
ผลของการทดแทน หมายถึง ความแตกต่างของพลังงานที่ใช้ในรถยนต์ หากคนบางส่วนในกลุ่มที่ 1 และ 2 หันมาซื้ออีโคคาร์ แทนการซื้อรถยนต์มือหนึ่งและรถมือสอง สมมติว่า หากไม่มีอีโคคาร์ คนส่วนหนึ่งในสองกลุ่มแรกซื้อรถยนต์แบบเดิม และใช้พลังงานในการขับขี่รถยนต์รวมกันเท่ากับ X หน่วย แต่หากมีอีโคคาร์ เขาเหล่านั้นจะซื้ออีโคคาร์ และใช้พลังงานในการขับขี่อีโคคาร์รวมกันเท่ากับ Y หน่วย ความแตกต่างของการใช้พลังงานจึงเท่ากับ X-Y ซึ่งเป็นผลประโยชน์ที่ได้จากการใช้พลังงานลดลง
สำหรับผลของรายได้ หมายถึง พลังงานที่ใช้ในอีโคคาร์ ซึ่งบุคคลกลุ่มที่ 3 ตัดสินใจซื้อ เนื่องจากอีโคคาร์ที่มีราคาถูก อาจทำให้ผู้บริโภคกลุ่มที่ 3 ที่มีรายได้เพียงพอ แต่ไม่คิดจะซื้อรถยนต์ หันมาตัดสินใจซื้ออีโคคาร์ ซึ่งจะทำให้การบริโภคพลังงานเพิ่มขึ้น โดยสมมติว่าการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นนี้เท่ากับ Z หน่วย
หากการส่งเสริมของภาครัฐ ทำให้ผลของการทดแทน (X-Y) มากกว่า ผลของรายได้ (Z) แสดงว่า การสนับสนุนการผลิตอีโคคาร์ประสบความสำเร็จในการลดการใช้พลังงาน แต่หากเป็นไปในทางตรงกันข้าม หมายความว่า มาตรการนี้ล้มเหลวในการลดการใช้พลังงาน
ทั้งนี้ จากการประเมินเบื้องต้นจากพฤติกรรมการซื้อรถยนต์ของประชาชน หากรัฐบาลลดอัตราภาษีสรรพสามิตอีโคคาร์ จะทำให้คนทั้งสามกลุ่มหันมาซื้ออีโคคาร์มากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของบริษัท นาโน เซิร์ช จำกัด ที่พบว่า คนตัดสินใจซื้อรถโดยให้ความสำคัญกับเรื่องการประหยัดพลังงานเป็นอันดับ 1 ร้อยละ 13.5 และพิจารณาจากราคาซื้อ ขาย เป็นอันดับ 3 ร้อยละ 8.5
อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมการซื้อรถยนต์ของคนไทยเป็นไปเพื่อความมีหน้ามีตาในสังคมด้วย ดังนั้น หากรัฐบาลลดอัตราภาษีน้อยเกินไป จะทำให้ราคาอีโคคาร์ไม่จูงใจให้คนสองกลุ่มแรกหันมาใช้อีโคคาร์ ในทำนองเดียวกัน หากรัฐบาลลดอัตราภาษีมากเกินไป จนทำให้ราคาของอีโคคาร์ถูกมากเกินไป อาจจะทำให้คนสองกลุ่มแรก ไม่ต้องการซื้ออีโคคาร์ก็เป็นได้ เพราะมองว่าเป็นสินค้าด้อย (inferior goods) แต่อาจจะทำให้คนกลุ่มที่สามซื้ออีโคคาร์มากขึ้น เพราะให้ความสำคัญกับราคามากกว่าความมีหน้ามีตาในสังคม
ด้วยเหตุนี้ อัตราภาษีสรรพสามิตของอีโคคาร์ควรอยู่ในระดับที่เหมาะสม ไม่มากหรือน้อยเกินไป เพื่อทำให้เกิดผลของการทดแทนมากกว่าผลของรายได้ และทำให้การใช้พลังงานโดยรวมในรถยนต์ลดลงมากที่สุด
นอกจากนี้ หากรัฐบาลต้องการสนับสนุนอีโคคาร์ เพื่อลดการใช้พลังงานเป็นสำคัญ รัฐบาลอาจจะกำหนดมาตรการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดผลของการทดแทนมากขึ้น โดยไม่เพิ่มผลของรายได้ เช่น การเก็บค่าธรรมเนียมโอนรถมือสองในอัตราสูงขึ้น การเพิ่มค่าธรรมเนียมการต่อทะเบียนรถเก่า การเพิ่มภาษีสิ่งแวดล้อมจากการใช้น้ำมัน เป็นต้น เพื่อทำให้ผู้ที่จะซื้อรถยนต์มือหนึ่งและมือสองหันมาใช้อีโคคาร์มากขึ้น
ถึงกระนั้น การกำหนดมาตรการเกี่ยวกับอีโคคาร์ รัฐบาลจำเป็นต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ และผลกระทบหลายด้านดังกล่าวข้างต้น ซึ่งอาจใช้กรอบแนวคิดผลของรายได้ และผลของการทดแทนในการวิเคราะห์ได้เช่นเดียวกัน แต่การพิจารณาผลของมาตรการนี้มีความซับซ้อนมาก รัฐบาลจึงจำเป็นต้องมีการศึกษาวิจัยเพื่อการกำหนดอัตราภาษีที่เหมาะสม มิใช่การกำหนดด้วยการต่อรองของกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ
Saturday, August 6, 2011
ศาสตราจารย์ ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ Talking 5
บทสัมภาษณ์จาก ศาสตราจารย์ ดร. เกรียงศักดิ์ เจริญวงศักดิ์ (Profressor Kriengsak Chareonwongsak, Senior Fellow at Harvard University's Center of Business and Government and an Associate)
Saturday, May 28, 2011
หลักการคิด
![]() |
| Thinking |
การคิดแบบ 4 ยอ เป็นพื้นฐานเบื้องต้นของการคิดในหลายๆ แบบ เรื่องราวของการคิดแบบ 4 ยอ เป็นสิ่งที่ ผู้เขียน สร้างขึ้นจากประสบการณ์ที่ได้มีโอกาสในการอ่านงานเขียนทางด้านความคิดจากนักคิดหลายๆ ท่าน แล้วก็สรุปได้ว่า ไม่ว่าเราจะ พูด หรือ นำเสนอเรื่องอะไร ก็มักจะไม่เกินกรอบของการคิด ในแบบ 4 ยอ เสมอ แล้วผู้เขียนเองก็ได้นำเรื่องหลักการ 4 ยอไปใช้ในงานประจำและชีวิต ประจำวันเสมอๆ ไม่ว่าจะเป็นการนำเสนอกรอบแนวคิดในที่ประชุม หรือการเดินทางไปบรรยาย ให้กับหน่วยงาน ทั้งภาครัฐ และเอกชน 4 ยอ จึงเป็นคำตอบพื้นๆ สำหรับการคิดเป็น เรามาดูกันว่า หลักการคิดแบบ 4 ยอ คืออะไร ประกอบด้วยอะไรบ้าง (Mind Map® การคิดแบบ 4 ยอ | | click)
หลักการคิดแบบ 4 ยอ เป็นการคิด รอบด้าน ทั้งภาพรวม และภาพย่อย ที่เป็นองค์ประกอบแต่ละส่วน 4 ยอ ประกอบด้วย ใหญ่ - แยก - ย่อย - โยง แล้วทำไมต้อง คิดในแบบนี้ เหตุก็เนื่องจาก ไม่ว่าเราจะคิดเรื่องอะไรก็ต้องเข้าใจภาพใหญ่ (The Whole) ก่อนเสมอ เรียกว่า มองภาพรวมๆ คร่าวๆ ใก้ได้ชัดเจนก่อน การลงไปในรายละเอียดปลีกย่อย นั้นเอง ซึ่งหากการคิดเป็นไปในแนวทางนี้ ก็เรียกว่า เริ่มจะมีความ คิดหรือหลักการในการคิดเชิงระบบ (system thinking) เบื้องต้นแล้ว
ใหญ่ (Whole) : หมายถึงการเข้าใจภาพใหญ่ หรือภาพรวม หากเทียบกับการคิดแบบหมวก 6 ใบ ของ Bono ก็คือ การสวมหมวกสีฟ้า เพื่อมองภาพรวมก่อนนั่นเอง การจะเป็นคนมองภาพรวมได้ก็จะต้องเป็นผู้ที่รอบด้าน รอบรู้ ในเรื่องราวต่างๆ อาจจะไม่ ต้องลงลึกในรายละเอียด แต่ก็จะต้องรู้บ้าง "รู้บางอย่างในทุกๆ เรื่อง และรู้ทุกเรื่องในบางอย่าง" ที่ผู้เขียนเคยได้รับฟังมาจาก นพ.กระแส ชนะวงศ์ ที่บรรยาย ในห้องเรียน ปริญญาเอก สาขา พัฒนศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น การฝึกการคิดแบบภาพใหญ่ง่ายๆ ก็ลองดูคำว่า ป่า (Forest) กับคำว่าต้นไม้ (Tree) หรือสมุนไพร (Herb) หรืออาจจะมองชีวิตของคนเรา ทั้งตัวคือ ชีวิต (Life) แต่เราก็มีอวัยวะ ต่างๆ ประกอบเข้าเป็นตัวเรา (part) แยกออกเป้นส่วนๆ นั่นเอง หากเราเข้าใจ ชีวิตก็เท่ากับเราเข้าใจภาพรวมองค์รวม แต่เพื่อให้เข้าใจลึกลงไปอีกเราก็ต้องเรียนรู้แต่ละส่วนของเรื่องใหญ่ๆ เรื่องนั้นๆ นั่นเอง
ภาพการคิดแบบ 4 ยอ แยก (Part) : ส่วนประกอบต่างๆ ของเรื่องราวใหญ่ๆ คือ อะไร ประกอบไปด้วยกี่องค์ประกอบ ประกอบไปด้วยกี่ด้าน กี่เรื่องราว การจะคิดแบบแยกได้อย่างเข้าใจ เราก็จะต้อง มีมุมมองที่หลากหลาย (view point) ไม่ใช่มองแต่มุมเดียว เพราะการมองแบบรอบด้านจะเห็นหลายมุม หลายองค์ประกอบ หรือหากจะเข้าใจกรณีของเรื่องชีวิต ก็ลองมองส่วนประกอบเล็กๆ ดูว่า อะไรบ้างมาประกอบกันเป็นชีวิต เช่น มีร่างกาย จิตใจ ความรู้สึก จิตวิญญาณ และอื่นๆ ประกอบกันเข้าเป็นชีวิต หนึ่งชีวิต การแยกส่วนออกมามันจะนำพาเราให้เข้าไปในรายละเอียด ย่อย ในขั้นต่อไปได้อีก เช่น เราสนใจ เฉพาะเรื่องของร่างกาย เราก็มาดูต่อว่า ร่างกาย ต้องเป็นอย่างไร มีระบบย่อย อะไรอีก เสริมเติมเข้ามา ร่างกายจึงจะคงสภาพ มีคุณภาพ มีสุขภาพดี
ย่อย (Sub-part) : ย่อยเป็นการลงไปในรายละเอียดของแต่ละส่วน (แยก) การคิดในแบบย่อยนี้ จะต้องอาศัย ความมุ่งมั่น ความเข้าใจ บางคนไม่ยอมเสียเวลาในการคิด ย่อย ทำให้ลงไปไม่ถึงแก่นแท้ของเรื่อง (core) มองเห้นแค่เปลือก หรือหากเป็นเวทีของการแก้ไขปัญหา หรือวิเคราะห์ปัญหาก็ไปไม่ถึงแก่นของปัญหา การคิอแบบย่อย นี้ จะไปสัมพันธ์กับหลักการวิเคราะห์แบบ Why-Why analysis ของทางญี่ปุ่น ก็คือหากเราต้องการเข้าใจภาพย่อยที่สุดก็ต้องถาม ทำไม ทำไม ทำไม ทำไม ทำไม ถึง 5 ครั้งเพื่อให้ได้คำตอบลึกที่สุด หรือเรื่องที่ต้องการหรือเรื่องที่สนใจจริงๆ ไม่อย่างนั้นเราจะได้เฉพาะเปลือกเท่านั้น ไม่ได้แก่นสาร แก่นแท้ของเรื่อง
โยง (Connect) : การเชื่อมโยงหรือการคิดแบบเชื่อมโยง เป็นสุดยอดของทั้ง 4 ยอ เพราะเมื่อเราแยก ย่อย เนื้อหา สาระต่างๆ แล้ว สุดท้ายหากเราต้องการสรุปความ หรือสรุปเรื่องราวต่างๆ มันจะต้องเชื่อมโยงกลับมาสู่ภาพใหญ่ อาจจะเรียกว่าเป็นการบูรณการ (Integration) นั่นเอง คนที่จะสามารถคิดในแบบ เชื่อมโยงได้จะต้องเป็นคนที่ ฝึกการนำสิ่งที่ไม่เหมือน หรือสิ่งที่ไม่สัมพันธ์มาฝึกการโยง หรือการเชื่อมให้ได้ การจะทำได้ส่วนหนึ่งก็ต้องอ่านหนังสือมาก ๆ เพื่อจะได้มีคลังของข้อมูลเพื่อนำมาเชื่อมโยงให้ได้ เรียกว่าจะต้องมีการจัดการความรู้ (Personal Knowledge Management - PKM) เพื่อให้พร้อมจะโยงทุกเรื่องราวเข้าหากัน อาจจะเรียกได้อีกอย่างว่าเป็นการ สังเคราะห์ ซึ่งก็ไปสอดคล้องกับหลักการคิดเชิงสังเคราะห์ (Synthetic Thinking)
การประยุกต์ใช้การคิด 4 ยอ
สามารถนำไปใช้ได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการวิเคราะห์ข้อสอบของนักศึกษาที่เป็นแบบวิเคราะห์หรือสังเคราะห์ (Systhesis) หรือหากเป็นการวิเคราะห์ข้อมูล หรือทำวิจัย ก็สามารถนำไปใช้ได้เป็นอย่างดี ในส่วนของการทำงานกับภาคประชาชน ก็ยิ่งจะช่วยให้มองเห็นปัญหาที่แท้จริง ด้วยการทำประชาคมเพื่อค้นหาปัญหาหลัก จากนั้น นำที่ประชุมแยกประเด็น แล้วลงย่อยในรายละเอียด สุดท้ายเราก็โยงกลับมาเป็นความสัมพันธ์ต่างๆ ได้
หลักการคิดแบบ 4 ยอ เป็นการคิด รอบด้าน ทั้งภาพรวม และภาพย่อย ที่เป็นองค์ประกอบแต่ละส่วน 4 ยอ ประกอบด้วย ใหญ่ - แยก - ย่อย - โยง แล้วทำไมต้อง คิดในแบบนี้ เหตุก็เนื่องจาก ไม่ว่าเราจะคิดเรื่องอะไรก็ต้องเข้าใจภาพใหญ่ (The Whole) ก่อนเสมอ เรียกว่า มองภาพรวมๆ คร่าวๆ ใก้ได้ชัดเจนก่อน การลงไปในรายละเอียดปลีกย่อย นั้นเอง ซึ่งหากการคิดเป็นไปในแนวทางนี้ ก็เรียกว่า เริ่มจะมีความ คิดหรือหลักการในการคิดเชิงระบบ (system thinking) เบื้องต้นแล้ว
ใหญ่ (Whole) : หมายถึงการเข้าใจภาพใหญ่ หรือภาพรวม หากเทียบกับการคิดแบบหมวก 6 ใบ ของ Bono ก็คือ การสวมหมวกสีฟ้า เพื่อมองภาพรวมก่อนนั่นเอง การจะเป็นคนมองภาพรวมได้ก็จะต้องเป็นผู้ที่รอบด้าน รอบรู้ ในเรื่องราวต่างๆ อาจจะไม่ ต้องลงลึกในรายละเอียด แต่ก็จะต้องรู้บ้าง "รู้บางอย่างในทุกๆ เรื่อง และรู้ทุกเรื่องในบางอย่าง" ที่ผู้เขียนเคยได้รับฟังมาจาก นพ.กระแส ชนะวงศ์ ที่บรรยาย ในห้องเรียน ปริญญาเอก สาขา พัฒนศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น การฝึกการคิดแบบภาพใหญ่ง่ายๆ ก็ลองดูคำว่า ป่า (Forest) กับคำว่าต้นไม้ (Tree) หรือสมุนไพร (Herb) หรืออาจจะมองชีวิตของคนเรา ทั้งตัวคือ ชีวิต (Life) แต่เราก็มีอวัยวะ ต่างๆ ประกอบเข้าเป็นตัวเรา (part) แยกออกเป้นส่วนๆ นั่นเอง หากเราเข้าใจ ชีวิตก็เท่ากับเราเข้าใจภาพรวมองค์รวม แต่เพื่อให้เข้าใจลึกลงไปอีกเราก็ต้องเรียนรู้แต่ละส่วนของเรื่องใหญ่ๆ เรื่องนั้นๆ นั่นเอง
ภาพการคิดแบบ 4 ยอ แยก (Part) : ส่วนประกอบต่างๆ ของเรื่องราวใหญ่ๆ คือ อะไร ประกอบไปด้วยกี่องค์ประกอบ ประกอบไปด้วยกี่ด้าน กี่เรื่องราว การจะคิดแบบแยกได้อย่างเข้าใจ เราก็จะต้อง มีมุมมองที่หลากหลาย (view point) ไม่ใช่มองแต่มุมเดียว เพราะการมองแบบรอบด้านจะเห็นหลายมุม หลายองค์ประกอบ หรือหากจะเข้าใจกรณีของเรื่องชีวิต ก็ลองมองส่วนประกอบเล็กๆ ดูว่า อะไรบ้างมาประกอบกันเป็นชีวิต เช่น มีร่างกาย จิตใจ ความรู้สึก จิตวิญญาณ และอื่นๆ ประกอบกันเข้าเป็นชีวิต หนึ่งชีวิต การแยกส่วนออกมามันจะนำพาเราให้เข้าไปในรายละเอียด ย่อย ในขั้นต่อไปได้อีก เช่น เราสนใจ เฉพาะเรื่องของร่างกาย เราก็มาดูต่อว่า ร่างกาย ต้องเป็นอย่างไร มีระบบย่อย อะไรอีก เสริมเติมเข้ามา ร่างกายจึงจะคงสภาพ มีคุณภาพ มีสุขภาพดี
ย่อย (Sub-part) : ย่อยเป็นการลงไปในรายละเอียดของแต่ละส่วน (แยก) การคิดในแบบย่อยนี้ จะต้องอาศัย ความมุ่งมั่น ความเข้าใจ บางคนไม่ยอมเสียเวลาในการคิด ย่อย ทำให้ลงไปไม่ถึงแก่นแท้ของเรื่อง (core) มองเห้นแค่เปลือก หรือหากเป็นเวทีของการแก้ไขปัญหา หรือวิเคราะห์ปัญหาก็ไปไม่ถึงแก่นของปัญหา การคิอแบบย่อย นี้ จะไปสัมพันธ์กับหลักการวิเคราะห์แบบ Why-Why analysis ของทางญี่ปุ่น ก็คือหากเราต้องการเข้าใจภาพย่อยที่สุดก็ต้องถาม ทำไม ทำไม ทำไม ทำไม ทำไม ถึง 5 ครั้งเพื่อให้ได้คำตอบลึกที่สุด หรือเรื่องที่ต้องการหรือเรื่องที่สนใจจริงๆ ไม่อย่างนั้นเราจะได้เฉพาะเปลือกเท่านั้น ไม่ได้แก่นสาร แก่นแท้ของเรื่อง
โยง (Connect) : การเชื่อมโยงหรือการคิดแบบเชื่อมโยง เป็นสุดยอดของทั้ง 4 ยอ เพราะเมื่อเราแยก ย่อย เนื้อหา สาระต่างๆ แล้ว สุดท้ายหากเราต้องการสรุปความ หรือสรุปเรื่องราวต่างๆ มันจะต้องเชื่อมโยงกลับมาสู่ภาพใหญ่ อาจจะเรียกว่าเป็นการบูรณการ (Integration) นั่นเอง คนที่จะสามารถคิดในแบบ เชื่อมโยงได้จะต้องเป็นคนที่ ฝึกการนำสิ่งที่ไม่เหมือน หรือสิ่งที่ไม่สัมพันธ์มาฝึกการโยง หรือการเชื่อมให้ได้ การจะทำได้ส่วนหนึ่งก็ต้องอ่านหนังสือมาก ๆ เพื่อจะได้มีคลังของข้อมูลเพื่อนำมาเชื่อมโยงให้ได้ เรียกว่าจะต้องมีการจัดการความรู้ (Personal Knowledge Management - PKM) เพื่อให้พร้อมจะโยงทุกเรื่องราวเข้าหากัน อาจจะเรียกได้อีกอย่างว่าเป็นการ สังเคราะห์ ซึ่งก็ไปสอดคล้องกับหลักการคิดเชิงสังเคราะห์ (Synthetic Thinking)
การประยุกต์ใช้การคิด 4 ยอ
สามารถนำไปใช้ได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการวิเคราะห์ข้อสอบของนักศึกษาที่เป็นแบบวิเคราะห์หรือสังเคราะห์ (Systhesis) หรือหากเป็นการวิเคราะห์ข้อมูล หรือทำวิจัย ก็สามารถนำไปใช้ได้เป็นอย่างดี ในส่วนของการทำงานกับภาคประชาชน ก็ยิ่งจะช่วยให้มองเห็นปัญหาที่แท้จริง ด้วยการทำประชาคมเพื่อค้นหาปัญหาหลัก จากนั้น นำที่ประชุมแยกประเด็น แล้วลงย่อยในรายละเอียด สุดท้ายเราก็โยงกลับมาเป็นความสัมพันธ์ต่างๆ ได้
หนังสืออ่านประกอบ : หนังสือชุดผู้ชนะ 10 คิด ของ ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์
Wednesday, May 11, 2011
ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์
ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์
เกิดในครอบครัวของนักธุรกิจ ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ เป็นบุตรชายคนโตของนายเอี่ยม เจริญวงศ์ศักดิ์ เป็นบุคคลที่มีใจใฝ่หา ปรารถนาอยากจะเห็นประเทศไทย
อยากเห็นคน![]() |
| Professor Kriengsak Chareonwongsak |
กรุงเทพฯ
ได้รับสิ่งดีและมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นมาตั้งแต่ยังเยาว์วัยจากอิทธิพลชีวิตของคุณพ่อ เอี่ยม เจริญวงศ์ศักดิ์ ในเรื่อง ความซื่อสัตย์ อันเด่นชัด
ได้ถ่ายทอดส่งผ่านมายังบรรดาบุตรธิดา ซึ่งไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่า ด้วยความเป็นบุตรคนโตของ ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ทำให้ท่านรับเอาลักษณะชีวิตแห่ง ความซื่อสัตย์ นี้มาไว้เป็นหลักหนึ่งในการดำเนินชีวิตอย่างเคร่งครัด จนทำให้ยามเมื่อ ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ผู้นี้จะพิจารณาผู้ใดมาร่วมเป็นทีมงานกับ ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ลักษณะชีวิตแห่ง ความซื่อสัตย์ นี้ ยังเป็นปัจจัยแรก ๆ ในการคัดเลือกก่อนความรู้ความสามารถด้วยซ้ำ
ความมีน้ำจิตน้ำใจของสำแดงออกเป็นชีวิตผ่านการร่วมออกค่ายอาสาพัฒนาในวัยเรียน ซึ่งสังเกตได้ว่า ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ผู้นี้ มิได้ลงมือทำกิจกรรมนี้เพียงเพราะบรรยากาศ สภาพแวดล้อม หรือบริบทแห่งสังคมเพื่อนฝูงในวัยเรียนที่พาไป เพราะท่านได้ทุ่มเททำกิจกรรมนี้จนได้เป็นถึงประธานชมรมค่ายอาสาพัฒนาของโรง เรียนอัสสัมชัญฯ ในที่สุด อิทธิพลชีวิตเรื่อง ความมีน้ำใจ ที่ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ นี้ ท่านยังได้รับจากอาจารย์ที่ปรึกษาของกลุ่มอัสสัมชัญอาสาพัฒนานามว่า บราเดอร์วิจารณ์ ทรงเสี่ยงชัย ซึ่งท่านได้เล่าไว้ในหนังสือ “เรื่องสนุก กระตุกคิด” ความว่า
…เมื่อไปถึงโรงเรียน ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ และบราเดอร์ต้องพากันปีนข้ามรั้วโรงเรียนเข้าไป เพราะไม่มีใครเปิดประตูรั้วให้ และเนื่องจากไม่ได้วางแผนว่าจะพักค้างคืนล่วงหน้า ผมจึงไม่มีที่นอนพัก บราเดอร์จึงอนุญาตให้ ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ เข้าไปพักที่ห้องพักของท่าน โดยที่ท่านอุตส่าห์สละเตียงให้ ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ นอน ส่วนตัวท่านขอนอนพื้น
ในความรู้สึกของ ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ คิดว่าไม่ถูกต้อง ผมต่างหากที่ควรจะเป็นฝ่ายนอนพื้น ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ จึงต่อรองกับท่านปรากฏว่าท่านก็ไม่ยอม โยกโย้กันอยู่ตั้งนาน ในที่สุดผมจึงจำใจต้องนอนเตียง แล้วปล่อยท่านนอนพื้นในคืนนั้น
คืนนั้นผมนอนไม่หลับเพราะไม่สบายใจ แต่ลึก ๆ แล้วผมประทับใจในน้ำใจของท่านมากจริง ๆ แม้ท่านเป็นถึงอาจารย์แต่ยังยินดีเสียสละ ยอมนอนกับพื้นเพื่อให้ ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ซึ่งเป็นผู้น้อยกว่า เป็นเพียงนักเรียนของท่าน ได้สิ่งที่ดีกว่า
นับจากวันนั้นผมได้แง่คิดว่า การเสียสละเพื่อคนอื่นเป็นสิ่งที่งดงาม ไม่ใช่เป็นสิ่งที่เสียเกียรติแต่ประการใดเลย และได้แง่คิดที่สำคัญอีกประการหนึ่งว่า ถ้า อาจารย์ สอนเราตามแบบเรียน เราจะจำแบบเรียน จำวิชาที่เรียน มากกว่าจดจำว่าเรียนจากผู้ใด แต่ถ้าอาจารย์ สอนเราด้วยแบบอย่างชีวิต เราจะสำแดงสิ่งที่เรียนรู้ออกมาเป็นชีวิต เช่นเดียวกับชีวิต อาจารย์
….แบบอย่างที่แสดงออกมาจากชีวิตสอนเราได้ดีกว่าคำพูด
หลังจบการศึกษาจากโรงเรียนอัสสัมชัญฯ ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ จึงไปศึกษาต่อในระดับมัธยมปลาย ณโรงเรียนนิวเบอร์ลิน รัฐวิสคอนสิน สหรัฐอเมริกา
ความหวัง : ที่จะศึกษาอย่างมีเป้าหมาย (ความหวังที่จะเห็นการศึกษาของตนเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมของประเทศ)
ด้วย ความหวัง และปรารถนาจะเห็นตนเองเป็นส่วนหนึ่งใน ความหวัง ของชาวไทย เหมือนเช่นที่คนไทยอีกหลายคนต้องการเห็นประเทศไทยได้มีสภาพเศรษฐกิจโดยรวมดีขึ้น ทำให้ ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ที่ได้รับทุนจากรัฐบาลเพื่อศึกษาต่อทางปริญญาตรีนั้น ได้ตัดสินใจทำเรื่องขอปรับสาขาวิชาที่ได้รับทุนจากสาขาวิชา…..มาเป็นด้าน เศรษฐศาสตร์ เพราะมี ความหวัง ว่า เมื่อจบออกมาแล้ว สามารถนำความรู้ความสามารถด้านนี้มาทำ ความหวัง ให้แก่ชาติบ้านเมืองได้มากกว่าที่จะเรียนในสาขาที่เพียงแต่ทำให้ผู้เรียนจบมามี ความหวัง เพื่อทำงานหรือมี ความหวัง เงินเดือนมากเท่านั้น ซึ่งท่านก็สามารถชี้แจงให้เหตุผลจนได้ปรับสาขาวิชาจนสำเร็จ และได้รับทุนรัฐบาลเพื่อศึกษาต่อ ปริญญาตรี เศรษฐศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยมอแนช (Monash University) ประเทศออสเตรเลีย ที่นี่ ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ได้รับปริญญาตรีด้วยเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง
ความหวัง ที่จุดประกายขึ้นในขณะศึกษาหาความรู้ของ ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ นั้น เป็นเหตุให้ท่านพิจารณาอย่างรอบคอบ ถึงหนทางในการนำความรู้มาใช้พัฒนาประเทศชาติ ไม่เพียงแต่เฉพาะเพื่อ ความหวัง ของคน กรุงเทพ เท่านั้น แต่เพื่อ ความหวัง ของชาวไทยทั้งประเทศ ด้วยเหตุนี้เอง การศึกษา ของท่านต่อจากนั้น จึงเกี่ยวข้องและมีเป้าหมายเพื่อทำประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างแท้จริง
ต่อมา ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ท่านศึกษาต่อปริญญาโทรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard University) สหรัฐอเมริกา ตามด้วยการศึกษาต่อปริญญาเอก (1981) สาขาเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยมอแนช (Monash University) ประเทศออสเตรเลีย ( โดยทุนมหาวิทยาลัยมอแนช )
การเห็นความสำคัญด้านการศึกษานี้เอง ทำให้ ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ แม้ได้รับปริญญาเอกและเป็นถึง ศาสตราจารย์ ดร. แล้วก็ตาม ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ กลับยังคงศึกษาต่อทั้งหลักสูตรในประเทศและต่างประเทศ อาทิ
- การศึกษาหลังปริญญาเอก (Post Doctoral) มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด (University of Oxford) ประเทศอังกฤษ
- หลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร ภาครัฐร่วมเอกชนและการเมือง รุ่นที่ 1 ปีการศึกษา 2546-2547 วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ (วปม. รุ่นที่ 1)
- หลักสูตรการเมืองการปกครองในระบบประชาธิปไตย สำหรับนักบริหารระดับสูง รุ่นที่ 8 ปีการศึกษา 2547-2548 วิทยาลัยการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า
Friday, April 8, 2011
ยกเลิกโครงการรถไฟฟ้าออก 2 สาย
ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์
นักวิชาการอาวุโส ศูนย์ศึกษาธุรกิจและรัฐบาล มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด
ยกเลิกรถไฟฟ้าสองสี บทเรียนของความไม่รอบคอบ
Professor Dr.Kriengsak Chareonwongsak
การยกเลิกโครงการรถไฟฟ้าออก 2 สาย คือ สายสีม่วง บางซื่อ-บางใหญ่ และสายสีส้ม บางกะปิ-บางบำหรุ โดยรัฐบาลให้เหตุผลว่าไม่คุ้มค่าในการลงทุน และจะช่วยรัฐประหยัดงบประมาณ และรัฐบาลจะแก้ปัญหาโดยการนำรถเมล์ด่วนพิเศษ หรือ บีอาร์ที มาให้บริการแทน
เมื่อพิจารณาเหตุผลการยกเลิกโครงการรถไฟฟ้าทั้งสองเส้นทาง ทำให้ผมเกิดคำถามว่า เหตุใดพฤติกรรมก่อนที่จะกำหนดนโยบายนี้ จึงสวนทางกับเหตุผลของการยกเลิกโครงการดังกล่าวอย่างสิ้นเชิง?
ก่อนหน้านี้ พรรคไทยรักไทยสัญญาว่า จะก่อสร้างรถไฟฟ้า 7 สายภายใน 5-6 ปี ซึ่งทำให้พรรคได้รับชัยชนะถล่มทลายในพื้นที่กทม.และปริมณฑล
รัฐบาลยืนยันมาโดยตลอดว่า จะสามารถดำเนินการตามสัญญาที่ให้ไว้ได้ และตลอดเวลาที่ผ่านมา แม้มีการโต้แย้งเรื่องความคุ้มค่าของการลงทุนของโครงการ แต่หน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบโครงการนี้ให้เหตุผลว่า โครงการมีความคุ้มค่า เพราะจะช่วยแก้ปัญหาจราจร ลดการนำเข้าน้ำมัน ตลอดจนต้องก่อสร้างพร้อมกัน เพื่อให้เกิดเป็นโครงข่ายรถไฟฟ้า ซึ่งจะดึงดูดให้ประชาชนมาใช้บริการมากขึ้น และทำให้มีผลตอบแทนที่คุ้มทุน
ดังนั้น การออกมาอ้างเหตุผลว่า รถไฟฟ้าทั้ง 2 เส้นทางไม่คุ้มค่าในการลงทุน จึงเป็นการสะท้อนถึงความไม่รอบคอบในการกำหนดนโยบายของรัฐบาล เพราะโครงการที่เกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งควรมีผลตอบแทนการลงทุนหรือ IRR ต่ำสุดที่ยอมรับได้คือ ร้อยละ 12 ตามที่ธนาคารโลกระบุ แต่รัฐบาลยังพยายามผลักดันรถไฟสายสีส้มและสีม่วง ทั้ง ๆ ที่มีผลการศึกษามาก่อนแล้วว่าไม่คุ้มค่าในการลงทุน เพราะมี IRR เพียงร้อยละ 9.3 และร้อยละ 11.19
โครงการรถไฟฟ้าเป็นหนึ่งในโครงการเมกะโปรเจคต์ที่มีการศึกษาชัดเจนที่สุดแล้ว แต่ยังพบปัญหาในการลงทุน แล้วโครงการเมกะโปรเจคต์อื่น ๆ ที่เหลือ ซึ่งการศึกษาโครงการยังไม่ชัดเจน กล่าวคือ ยังไม่มีแม้แต่การศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ และความคุ้มค่าของการลงทุน อาจจะยิ่งมีปัญหามากกว่านี้
เมื่อเป็นเช่นนี้ คำยืนยันต่าง ๆ ของรัฐบาลเกี่ยวกับโครงการเมกะโปรเจคต์ เช่น จะหามาเงินลงทุนได้โดยไม่กระทบต่อฐานะการคลัง จะไม่สร้างปัญหาต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ จะมีผลตอบแทนที่คุ้มค่า เป็นต้น ล้วนเป็นคำยืนยันที่ยังไม่มีความแน่นอน และมีความเสี่ยงว่าจะไม่เป็นความจริง …จะให้เชื่อได้อย่างไร?
นักวิชาการอาวุโส ศูนย์ศึกษาธุรกิจและรัฐบาล มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด
ยกเลิกรถไฟฟ้าสองสี บทเรียนของความไม่รอบคอบ
Professor Dr.Kriengsak Chareonwongsak
การยกเลิกโครงการรถไฟฟ้าออก 2 สาย คือ สายสีม่วง บางซื่อ-บางใหญ่ และสายสีส้ม บางกะปิ-บางบำหรุ โดยรัฐบาลให้เหตุผลว่าไม่คุ้มค่าในการลงทุน และจะช่วยรัฐประหยัดงบประมาณ และรัฐบาลจะแก้ปัญหาโดยการนำรถเมล์ด่วนพิเศษ หรือ บีอาร์ที มาให้บริการแทน
เมื่อพิจารณาเหตุผลการยกเลิกโครงการรถไฟฟ้าทั้งสองเส้นทาง ทำให้ผมเกิดคำถามว่า เหตุใดพฤติกรรมก่อนที่จะกำหนดนโยบายนี้ จึงสวนทางกับเหตุผลของการยกเลิกโครงการดังกล่าวอย่างสิ้นเชิง?
ก่อนหน้านี้ พรรคไทยรักไทยสัญญาว่า จะก่อสร้างรถไฟฟ้า 7 สายภายใน 5-6 ปี ซึ่งทำให้พรรคได้รับชัยชนะถล่มทลายในพื้นที่กทม.และปริมณฑล
รัฐบาลยืนยันมาโดยตลอดว่า จะสามารถดำเนินการตามสัญญาที่ให้ไว้ได้ และตลอดเวลาที่ผ่านมา แม้มีการโต้แย้งเรื่องความคุ้มค่าของการลงทุนของโครงการ แต่หน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบโครงการนี้ให้เหตุผลว่า โครงการมีความคุ้มค่า เพราะจะช่วยแก้ปัญหาจราจร ลดการนำเข้าน้ำมัน ตลอดจนต้องก่อสร้างพร้อมกัน เพื่อให้เกิดเป็นโครงข่ายรถไฟฟ้า ซึ่งจะดึงดูดให้ประชาชนมาใช้บริการมากขึ้น และทำให้มีผลตอบแทนที่คุ้มทุน
ดังนั้น การออกมาอ้างเหตุผลว่า รถไฟฟ้าทั้ง 2 เส้นทางไม่คุ้มค่าในการลงทุน จึงเป็นการสะท้อนถึงความไม่รอบคอบในการกำหนดนโยบายของรัฐบาล เพราะโครงการที่เกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งควรมีผลตอบแทนการลงทุนหรือ IRR ต่ำสุดที่ยอมรับได้คือ ร้อยละ 12 ตามที่ธนาคารโลกระบุ แต่รัฐบาลยังพยายามผลักดันรถไฟสายสีส้มและสีม่วง ทั้ง ๆ ที่มีผลการศึกษามาก่อนแล้วว่าไม่คุ้มค่าในการลงทุน เพราะมี IRR เพียงร้อยละ 9.3 และร้อยละ 11.19
โครงการรถไฟฟ้าเป็นหนึ่งในโครงการเมกะโปรเจคต์ที่มีการศึกษาชัดเจนที่สุดแล้ว แต่ยังพบปัญหาในการลงทุน แล้วโครงการเมกะโปรเจคต์อื่น ๆ ที่เหลือ ซึ่งการศึกษาโครงการยังไม่ชัดเจน กล่าวคือ ยังไม่มีแม้แต่การศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ และความคุ้มค่าของการลงทุน อาจจะยิ่งมีปัญหามากกว่านี้
เมื่อเป็นเช่นนี้ คำยืนยันต่าง ๆ ของรัฐบาลเกี่ยวกับโครงการเมกะโปรเจคต์ เช่น จะหามาเงินลงทุนได้โดยไม่กระทบต่อฐานะการคลัง จะไม่สร้างปัญหาต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ จะมีผลตอบแทนที่คุ้มค่า เป็นต้น ล้วนเป็นคำยืนยันที่ยังไม่มีความแน่นอน และมีความเสี่ยงว่าจะไม่เป็นความจริง …จะให้เชื่อได้อย่างไร?
Monday, March 7, 2011
ผู้นำทางความคิด หมายเลข 1
พ่อแม่ คือต้นกำเนิดของแบบอย่างการเป็น “ผู้นำทางความคิด หมายเลข 1” ที่มีอิทธิพลต่อการกำหนดอนาคตของชาติ ว่าจะเป็นเช่นไร เป็นบุคคลสำคัญในการปั้นคนให้เป็นคน เริ่มตั้งแต่การบ่มเพาะลักษณะนิสัย ทักษะ ความรู้ ความคิด และสภาวะจิตใจ
เราอาจจะพูดได้ว่า ครูนับเป็นบุคคลที่มีความสำคัญ เป็นอันดับสองรองจากพ่อแม่ เนื่องเพราะทั้งผู้ปกครอง และครูเป็นผู้ใส่ความคิด เป็นผู้สอนให้เกิดปัญญา เป็นผู้ก่อร่างสร้างอนาคตของชาติ และกำหนดทิศทาง
แก่ชนชั้นปัญญาชนของสังคม
สื่อมวลชนในฐานะ “ฐานันดร 4” ของสังคม จัดเป็นกลุ่มคนที่ได้รับสิทธิพิเศษ ทำหน้าที่สำคัญในการเป็นหูเป็นตา เป็นกระบอกเสียง เป็นครูผู้ให้ความรู้ เป็นผู้ชี้นำทางความคิดแก่คนในสังคม
นักการเมือง เป็นผู้มีส่วนชี้อนาคต ของคนทุกคนในสังคม เป็นผู้นำที่มีอิทธิพล และสามารถส่งผลกระทบ ทั้งทางด้านความคิด และการกระทำแก่สังคม ไม่ควรที่ผู้นำกลุ่มนี้ จะทิ้งบทบาทผู้ชี้นำสังคม โดยมุ่งแสวงหาผลประโยชน์ใส่ตนเอง และพวกพ้อง จนกลายเป็นเรื่องอื้อฉาว ที่ประชาชนต่างก็รับทราบ และเอือมระอา
ผู้นำองค์กร ผู้นำชุมชน นับเป็นผู้นำทางความคิด อีกกลุ่มหนึ่งที่เป็นแกนนำสำคัญ ในการเคลื่อนไหวของพลังมวลชน ที่จะนำทั้งความคิดและการตัดสินใจ
นักกฎหมาย คือผู้นำที่จะเข้าไปต่อต้านอำนาจ และความอยุติธรรมเรื่องต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม เป็นผู้เดียวที่จะเข้าไปอยู่ระหว่าง ความชอบธรรมกับความอธรรม เป็นผู้ที่สามารถเข้าแทรกแซงอิทธิพล ของผู้ที่พยายามอยู่เหนือกฎหมาย และเป็นที่พึ่งพิงของผู้ถูกเอาเปรียบ เพราะขาดความรู้เรื่องกฎหมาย
นักเขียน นักประพันธ์ จำเป็นต้องก้าวขึ้นมาสู่ความเป็น “ผู้นำทางความคิดเชิงสร้างสรรค์” แก่คนในสังคม ต้องเป็นผู้ที่กระตุ้นความคิดในเชิงบวก ต้องเป็นผู้วางรากฐานคุณธรรมจริยธรรม สร้างสติปัญญา และนำทิศทางในการดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง แก่คนในสังคม
นักร้อง นักแสดง และศิลปิน มีอิทธิพลมากในหมู่เยาวชนไทย เพราะเป็นผู้นำความคิด พฤติกรรม บุคลิกลักษณะ การแต่งกาย หรือแม้กระทั่งวิถีการดำเนินชีวิต ของเยาวชนไทย เขาสมควรเป็นต้นแบบ แห่งความประพฤติที่ดีงามด้วย เพื่อเยาวชนจะได้ซึมซับค่านิยมที่ดี เป็นฐานนำเขาให้เติบโต เป็นอนาคตที่ช่วยพัฒนาชาติได้
ผู้นำทางเศรษฐกิจมีอิทธิพลสูง ต่อการเคลื่อนไหวผลักดัน ให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ในทางที่ดีขึ้น หรือเลวร้ายลงในสังคมไทย เป็นกลุ่มผู้นำทางความคิด และการกระทำแก่คนในสังคม สังคมไทยจำเป็นต้องมีการปฏิรูปคนกลุ่มนี้ ให้กลายมาเป็นพลังเกื้อกูลสังคม เชิงสร้างสรรค์โดยเร็ว
โลกเปลี่ยนด้วยผู้นำทางความคิด มิใช่เปลี่ยนด้วยผู้มีสิทธิอำนาจ
คัดจากบทความจากส่วนหนึ่งของหนังสือ How to สุดยอดหนังสือ ข้อคิดเพือผู้นำ แห่งปี ของ ศาสตราจารย์ ดร. เกรียงศักดิ์ เจริญวงศักดิ์ (Profressor Kriengsak Chareonwongsak, Senior Fellow at Harvard University's Center of Business and Government and an Associate)
เราอาจจะพูดได้ว่า ครูนับเป็นบุคคลที่มีความสำคัญ เป็นอันดับสองรองจากพ่อแม่ เนื่องเพราะทั้งผู้ปกครอง และครูเป็นผู้ใส่ความคิด เป็นผู้สอนให้เกิดปัญญา เป็นผู้ก่อร่างสร้างอนาคตของชาติ และกำหนดทิศทาง
แก่ชนชั้นปัญญาชนของสังคม
สื่อมวลชนในฐานะ “ฐานันดร 4” ของสังคม จัดเป็นกลุ่มคนที่ได้รับสิทธิพิเศษ ทำหน้าที่สำคัญในการเป็นหูเป็นตา เป็นกระบอกเสียง เป็นครูผู้ให้ความรู้ เป็นผู้ชี้นำทางความคิดแก่คนในสังคม
นักการเมือง เป็นผู้มีส่วนชี้อนาคต ของคนทุกคนในสังคม เป็นผู้นำที่มีอิทธิพล และสามารถส่งผลกระทบ ทั้งทางด้านความคิด และการกระทำแก่สังคม ไม่ควรที่ผู้นำกลุ่มนี้ จะทิ้งบทบาทผู้ชี้นำสังคม โดยมุ่งแสวงหาผลประโยชน์ใส่ตนเอง และพวกพ้อง จนกลายเป็นเรื่องอื้อฉาว ที่ประชาชนต่างก็รับทราบ และเอือมระอา
ผู้นำองค์กร ผู้นำชุมชน นับเป็นผู้นำทางความคิด อีกกลุ่มหนึ่งที่เป็นแกนนำสำคัญ ในการเคลื่อนไหวของพลังมวลชน ที่จะนำทั้งความคิดและการตัดสินใจ
นักกฎหมาย คือผู้นำที่จะเข้าไปต่อต้านอำนาจ และความอยุติธรรมเรื่องต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม เป็นผู้เดียวที่จะเข้าไปอยู่ระหว่าง ความชอบธรรมกับความอธรรม เป็นผู้ที่สามารถเข้าแทรกแซงอิทธิพล ของผู้ที่พยายามอยู่เหนือกฎหมาย และเป็นที่พึ่งพิงของผู้ถูกเอาเปรียบ เพราะขาดความรู้เรื่องกฎหมาย
นักเขียน นักประพันธ์ จำเป็นต้องก้าวขึ้นมาสู่ความเป็น “ผู้นำทางความคิดเชิงสร้างสรรค์” แก่คนในสังคม ต้องเป็นผู้ที่กระตุ้นความคิดในเชิงบวก ต้องเป็นผู้วางรากฐานคุณธรรมจริยธรรม สร้างสติปัญญา และนำทิศทางในการดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง แก่คนในสังคม
![]() |
| Professor Kriengsak Chareonwongsak |
ผู้นำทางเศรษฐกิจมีอิทธิพลสูง ต่อการเคลื่อนไหวผลักดัน ให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ในทางที่ดีขึ้น หรือเลวร้ายลงในสังคมไทย เป็นกลุ่มผู้นำทางความคิด และการกระทำแก่คนในสังคม สังคมไทยจำเป็นต้องมีการปฏิรูปคนกลุ่มนี้ ให้กลายมาเป็นพลังเกื้อกูลสังคม เชิงสร้างสรรค์โดยเร็ว
โลกเปลี่ยนด้วยผู้นำทางความคิด มิใช่เปลี่ยนด้วยผู้มีสิทธิอำนาจ
คัดจากบทความจากส่วนหนึ่งของหนังสือ How to สุดยอดหนังสือ ข้อคิดเพือผู้นำ แห่งปี ของ ศาสตราจารย์ ดร. เกรียงศักดิ์ เจริญวงศักดิ์ (Profressor Kriengsak Chareonwongsak, Senior Fellow at Harvard University's Center of Business and Government and an Associate)
Thursday, February 24, 2011
Kriengsak Chareonwongsak : พระดีที่น่านับถือ
ผมมีความรู้สึกประทับใจหลวงตามหาบัวอย่างมาก ที่เป็นพ่อที่เป็นพระ ห่วงใยประเทศชาติเอาใจใส่บ้านเมือง แม้ขนาดละสังขารแล้ว ยังอุตส่าห์ใช้ สิ่งที่สั่งสมได้มามากมายเช่น ทองแท่ง 12 ตัน เงินทองจำนวน 151 ล้านบาท มอบให้แก่ประเทศชาติ นี่คือตัวอย่างของผู้ที่ใช้บุญ บารมี ที่เป็นที่เคารพนับถือเป็นพระภิกษุสงฆ์ที่มีคนกราบไหว้บูชามากมาย เอาสิ่งดีเหล่านี้ มาช่วยชาติบ้านเมืองส่วนรวมโดยที่ไม่ได้หวังผลประโยชน์ส่วนตัว อุทิศตัวใช้ทั้งชีวิตจนถึงละสังขารแล้วยังนึกถึงส่วนรวมประเทศชาติบ้านเมืองอยู่ ตรงนี้คือตัวอย่างพระผู้มีคุณูปราการ หลักคิดทางธรรมของหลวงตามหาบัวเป็นที่ปลาบปลื้มใจ เมื่อไม่นานนี้ท่านได้พูดถึงว่าพระอาจารย์และลูกศิษย์เป็นเหมือนสิ่งที่ทดแทนกันได้ เป็นเหมือนกับบุคคลเดียวกันนั่นหมายความว่าอาจารย์ยินดีเมื่อลูกศิษย์ทำอะไรเหมือนอาจารย์ทำ เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในทิศทางเดียวกัน ฉะนั้นตัวอย่างที่ดี คือมีการสร้างลูกศิษย์ที่มีความคิดไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อจะได้สืบต่อสืบทอด สิ่งที่ดีงาม ที่ได้ทำไว้ ให้ไม่หยุดยั้ง ฉะนั้นหลักคิดที่เราได้ประโยชน์อย่างยิ่งที่เราควรสังวรจากหลวงตามหาบัว คือ มีการสร้างลูกศิษย์ในยุคต่อไป เพื่อจะสืบทอดเจตนารมณ์ไม่เช่นนั้นแล้ว จะไม่มีสิ่งไหนที่สืบทอดต่อเนื่อง ถือว่าเป็นตัวอย่างที่ดีและน่าชื่นชม
ยังมีพระอีกหลายรูปที่ผมให้ความเคารพนับถือและก็รู้สึกว่าเป็นคุณูปราการต่อแผ่นดิน คือ พระพยอมกัลยาโณ ซึ่งเป็นหลวงพ่อที่ผมเคยไปกราบท่านและรู้สึกชื่นชมเพราะท่านทำจริงจัง อุทิศตัวเพื่อคน เป็นพระนักพัฒนา จำได้ว่าที่วัดของท่าน ท่านอุตส่าห์ไประดมนำสิ่งที่คนไม่ใช้แล้ว คือที่เป็นขยะนำมาใช้ประโยชน์เพื่อสร้างประโยชน์ด้านอาชีพกับคนยากจน พระท่านนี้น่านับถือมาก ผมมีความเคารพนับถือท่านมาก และยังมีพระอีกหลายท่านทีเดียว พระธรรมโกศาจารย์ ซึ่งท่านเป็นอธิการบดีมหาจุฬาราชวิทยาลัย เป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์ ท่านเป็นพระที่น่าเลื่อมใส เป็นพระนักวิชาการ อุทิศตัวในการเขียนงานวิชาการจำนวนมากเป็นประโยชน์ และผมรู้สึกว่าท่านมีคุณูปราการต่อหลักการคิดของคนในสังคม ถ่ายทอดมาเป็นเอกสารวิชาการจำนวนมาก และยังมีคุณูปราการในการเห็นแก่แผ่นดิน ผมเองมีความรักเคารพ และนับถือท่านมาก พระประยุทธ ปยุตโต ท่านเป็นพระอีกท่านหนึ่งซึ่งเป็นพระนักปราชญ์ที่เอาหลักพระพุทธศาสนามาใช้ได้อย่างดีในสังคม ผมเคยมีโอกาสได้รับทราบข่าวว่าในยุคหนึ่งท่านไปอยู่ในมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา หลายครั้งมหาวิทยาลัยที่ผมอยู่คือที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ซึ่งในตอนนั้นมีศูนย์ศึกษาศาสนา โดยเฉพาะศาสนาพุทธมีการศึกษาศาสนาศาสตร์ด้วย พระประยุทธท่านก็มีโอกาสได้ไปอยู่ที่นั่นด้วย รวมทั้งที่อื่นเรามีเพื่อนอาจารย์หลายคนที่มีศูนย์ศึกษาศาสนได้กล่าวถึงพระประยุทธได้ผมฟัง และผมมีความรู้สึกว่าเราได้พระที่เอาใจใส่วิชาการนำหลักคิดและช่วยทำให้สังคมไทยเอาหลักพุทธศาสนาไปใช้ประโยชน์ได้มากเพื่อสร้างสรรค์สังคมให้ดีงามขึ้น ผมคิดว่าท่านเป็นพระที่ผมนับถือและงานเขียนของท่านยังถูกนำไปใช้ประโยชน์อย่างมากมาย เช่นเดียวกัน
มีพระอีกท่านหนึ่งซึ่งผมรู้สึกใกล้ชิดมาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก เพราะรู้จักตั้งแต่สมัยที่ผมเรียนที่โรงเรียนอัสสัมชัญ ตอนนั้นท่านยังเป็นนักเรียน ท่านยังเป็นรุ่นน้องผมอยู่ประมาณสาม สี่รุ่น พระไพศาล วิสาโล ซึ่ง ณ ปัจจุบันนี้ท่านเป็นเจ้าอาวาสอยู่ที่ จ.ชัยภูมิ จำได้ว่าเมื่อตอนเป็นเด็กเคยไปร่วมงานกันช่วยเหลือสังคม ท่านสนใจเรื่องส่วนรวมมานาน เมื่อผมไปเรียนหนังสือต่างประเทศท่านเองได้มีโอกาสเข้ามาบวชเป็นพระ ท่านได้ทำประโยชน์ต่อ เป็นพระนักคิด พระที่เอาใจใส่บ้านเมืองสนใจส่วนรวมและนำเรื่องของพระพุทธศาสนามาใกล้สังคม ผมเองคิดว่าท่านมีคุณูปราการต่อบ้านเมือง ผมดูว่ามีความใกล้ชิดต่อบ้านเมืองความจริงนานๆพบท่าน หลายปีผ่านไป อายุมากกันขึ้น เมื่อก่อนใกล้ชิด มีครั้งหนึ่งที่จากกันนานพอมาพบกัน พระไพศาลท่านก็กรุณา ท่านคิดว่าผมจะลืมท่าน เพราะชื่อเล่น ท่านชื่อเตี้ย ท่านแนะนำตัวว่าท่านคือพระเตี้ยเพราะนึกว่าผมจะลืมท่าน แต่ความจริงผมยังจำได้เสมอไม่เคยลืม เพราะเรามีความใกล้ชิดกัน ในจิตใจจริงๆและยินดีร่วมมือกับท่านในทุกสิ่งที่ท่านอยากจะทำถ้ามีอะไร ความจริงยังไม่เคยบอก จึงถือโอกาสบอกว่าถ้าท่านมีอะไรให้ช่วยบอกได้เลย เพราะว่าท่านมีคุณูปราการต่อบ้านเมือง
ผมขอพูดถึงแม่ชี ท่านหนึ่งเคยไปเยี่ยมพวกเราถึงมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ท่านไปเยี่ยมเราถึงฮาร์วาร์ด มีโอกาสพบกับแม่ชีศันสนีย์ ท่านนำแนวคิดต่างๆมาทำประโยชน์ต่อส่วนรวมและมีวิสัยทัศน์ มีความเป็นผู้นำ มีความสามารถเชิงประยุกต์สิ่งดีต่างๆมาใช้ประโยชน์ในสังคมได้ เพราะเป็นแม่ชีที่ผมก็ให้ความเคารพนับถือ เคยได้มีโอกาสนิมนต์แม่ชีมาเทศนาพิเศษในงานศพคุณพ่อผมที่วัดมกุฏกษัตริยาราม ในช่วงที่คุณพ่อเสียชีวิตในงานสวดอภิธรรมรู้สึกว่าแม่ชีเป็นผู้ที่ช่วยสร้างสรรค์สังคมต่อเนื่องยาวนาน อุตส่าห์ไปสร้างหลักสูตรฝึกคนที่เป็นนักเรียนปริญญาโท ในการให้คำปรึกษาในทางที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมด้วย ผมคิดว่ามีบุคคลที่มีคุณูปราการในเชิงเอาหลักธรรมมาใช้ประโยชน์ในสังคม
มีพระพรหมวชิรญาณ ที่วัดยานนาวา ที่ผมเป็นลูกศิษย์ท่านได้ไปเยี่ยมท่าน เป็นระยะๆ แม้บางช่วงท่านป่วยยังมีโอกาสได้เยี่ยมและมีโอกาสได้สนทนาธรรมธรรมกับท่าน ได้เห็นถึงความมีวิสัยทัศน์ ความอุตสาหะ ความทุ่มเท ความขยัน ความพากเพียร การทำงานหนักของท่าน ท่านมีโครงการมากมายเป็นประโยชน์ซึ่งคนธรรมดาทำไม่ได้ ท่านมีความจริงจังในการทำงานอย่างมาก เป็นพระนักบริหาร ที่น่าเลื่อมใส ผมยินดีทำอะไรที่สนับสนุนท่านได้ผมยินดีเสมอ ท่านฝากไว้หลายอย่างท่านและชักชวนไปช่วยงานท่าน
ผมคิดว่าจำเป็นที่เราจะต้องได้พระดีๆที่มีส่วนช่วยสังคมอย่างนี้ และมีโอกาสเป็นตัวอย่างเพื่อให้คนอื่นได้มีโอกาส มีกำลังใจที่จะเลียนแบบ ในมิติอื่นๆที่อาจจะทำไม่ได้เหมือนท่านช่วยกันเป็นต้นแบบที่ดีในสังคมไทยในการสนับสนุนบ้านเมืองของเราในยามที่บ้านเมืองของเราจำเป็นต้องการต้นแบบที่ดี ผมก็อยากจะยกตัวอย่างเพื่อเป็นกำลังใจให้กับเพื่อนฝูง ที่จะดูตัวอย่างพระที่ดีหลากหลาย หลายวิธี มีทั้งพระนักวิชาการ พระนักพัฒนา พระนักบริหาร มีหลายแบบที่ดูว่า น่าจะนำมาเป็นต้นแบบที่น่าชื่นชมต่อประเทศชาติบ้านเมือง
Friday, February 18, 2011
professor kriengsak chareonwongsak
นักกฎหมาย คือผู้นำที่จะเข้าไปต่อต้านอำนาจ และความอยุติธรรมเรื่องต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม เป็นผู้เดียวที่จะเข้าไปอยู่ระหว่าง ความชอบธรรมกับความอธรรม เป็นผู้ที่สามารถเข้าแทรกแซงอิทธิพล ของผู้ที่พยายามอยู่เหนือกฎหมาย และเป็นที่พึ่งพิงของผู้ถูกเอาเปรียบ เพราะขาดความรู้เรื่องกฎหมาย
นักเขียน นักประพันธ์ จำเป็นต้องก้าวขึ้นมาสู่ความเป็น “ผู้นำทางความคิดเชิงสร้างสรรค์” แก่คนในสังคม ต้องเป็นผู้ที่กระตุ้นความคิดในเชิงบวก ต้องเป็นผู้วางรากฐานคุณธรรมจริยธรรม สร้างสติปัญญา และนำทิศทางในการดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง แก่คนในสังคม
นักร้อง นักแสดง และศิลปิน มีอิทธิพลมากในหมู่เยาวชนไทย เพราะเป็นผู้นำความคิด พฤติกรรม บุคลิกลักษณะ การแต่งกาย หรือแม้กระทั่งวิถีการดำเนินชีวิต ของเยาวชนไทย เขาสมควรเป็นต้นแบบ แห่งความประพฤติที่ดีงามด้วย เพื่อเยาวชนจะได้ซึมซับค่านิยมที่ดี เป็นฐานนำเขาให้เติบโต เป็นอนาคตที่ช่วยพัฒนาชาติได้
ผู้นำทางเศรษฐกิจมีอิทธิพลสูง ต่อการเคลื่อนไหวผลักดัน ให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ในทางที่ดีขึ้น หรือเลวร้ายลงในสังคมไทย เป็นกลุ่มผู้นำทางความคิด และการกระทำแก่คนในสังคม สังคมไทยจำเป็นต้องมีการปฏิรูปคนกลุ่มนี้ ให้กลายมาเป็นพลังเกื้อกูลสังคม เชิงสร้างสรรค์โดยเร็ว
โลกเปลี่ยนด้วยผู้นำทางความคิด มิใช่เปลี่ยนด้วยผู้มีสิทธิอำนาจ
จากหนังสือ
นักเขียน นักประพันธ์ จำเป็นต้องก้าวขึ้นมาสู่ความเป็น “ผู้นำทางความคิดเชิงสร้างสรรค์” แก่คนในสังคม ต้องเป็นผู้ที่กระตุ้นความคิดในเชิงบวก ต้องเป็นผู้วางรากฐานคุณธรรมจริยธรรม สร้างสติปัญญา และนำทิศทางในการดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง แก่คนในสังคม
นักร้อง นักแสดง และศิลปิน มีอิทธิพลมากในหมู่เยาวชนไทย เพราะเป็นผู้นำความคิด พฤติกรรม บุคลิกลักษณะ การแต่งกาย หรือแม้กระทั่งวิถีการดำเนินชีวิต ของเยาวชนไทย เขาสมควรเป็นต้นแบบ แห่งความประพฤติที่ดีงามด้วย เพื่อเยาวชนจะได้ซึมซับค่านิยมที่ดี เป็นฐานนำเขาให้เติบโต เป็นอนาคตที่ช่วยพัฒนาชาติได้
ผู้นำทางเศรษฐกิจมีอิทธิพลสูง ต่อการเคลื่อนไหวผลักดัน ให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ในทางที่ดีขึ้น หรือเลวร้ายลงในสังคมไทย เป็นกลุ่มผู้นำทางความคิด และการกระทำแก่คนในสังคม สังคมไทยจำเป็นต้องมีการปฏิรูปคนกลุ่มนี้ ให้กลายมาเป็นพลังเกื้อกูลสังคม เชิงสร้างสรรค์โดยเร็ว
โลกเปลี่ยนด้วยผู้นำทางความคิด มิใช่เปลี่ยนด้วยผู้มีสิทธิอำนาจ
จากหนังสือ
ข้อคิดเพื่อผู้นำ
ของ ศาสตราจารย์ ดร.อาจารย์เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ (Professor Kriengsak Chareonwongsak)Thursday, February 17, 2011
ปรัชญาผู้นำองค์กร โดย ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์
• ปรัชญาผู้นำองค์กร เป็นตัวสะท้อนปรัชญา และความสำเร็จขององค์กร
• หากหน่วยงานใดเจริญก้าวหน้าและประสบความสำเร็จอย่างสูง เราสามารถสันนิษฐานได้เลยว่า หน่วยงานนั้นมีผู้นำที่ดีอยู่ที่นั่น
• ภาวะขาดแคลนผู้นำเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นทั่วโลก ทุกยุคทุกสมัยกว่าจะหาผู้นำได้สักคนนั้น ยากดุจงมเข็มในมหาสมุทร
• แต่ปัญหาที่เลวร้ายและรุนแรงเสียยิ่งกว่าภาวะขาดแคลนผู้นำ
• นั่นคือ ปัญหาการขาดผู้นำที่มีคุณลักษณะ “คุณภาพ” สูง “ศักยภาพ” สูง และ “คุณธรรม” สูง
• การไร้ผู้นำนั้น เปรียบประดุจเรือเดินทะเลขาดกัปตัน เมื่อเจอพายุโหมกระหน่ำ ลูกเรือก็เคว้งคว้าง สับสน หวาดหวั่น เพราะควบคุมสถานการณ์ไม่ได้ แต่อย่างไรก็ตาม ภาวะดังกล่าวยังไม่รุนแรง เท่ากับการมีผู้นำที่เลวร้าย เพราะแม้คลื่นลมสงบก็ทำให้เรืออับปาง และลูกเรือทั้งหมดเสียชีวิตได้
• ผู้นำ เป็นผู้ที่กำหนดผลปลายทางของคนอื่น ยากนักที่คนจะไปไกลกว่าผู้นำของเขา เพราะผู้นำเป็นเสมือนสมองคอยสั่งให้เท้าเดินไปตามทางที่ต้องการ เป็นไปไม่ได้ที่เท้าจะเดินไปถูกทิศทาง ก่อนสมองสั่งการ
คัดจากบทความจากส่วนหนึ่งของหนังสือ How to สุดยอดหนังสือ ข้อคิดเพือผู้นำ แห่งปี ของ ศาสตราจารย์ ดร. เกรียงศักดิ์ เจริญวงศักดิ์ (Profressor Kriengsak Chareonwongsak, Senior Fellow at Harvard University's Center of Business and Government and an Associate)
• หากหน่วยงานใดเจริญก้าวหน้าและประสบความสำเร็จอย่างสูง เราสามารถสันนิษฐานได้เลยว่า หน่วยงานนั้นมีผู้นำที่ดีอยู่ที่นั่น
• ภาวะขาดแคลนผู้นำเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นทั่วโลก ทุกยุคทุกสมัยกว่าจะหาผู้นำได้สักคนนั้น ยากดุจงมเข็มในมหาสมุทร
• แต่ปัญหาที่เลวร้ายและรุนแรงเสียยิ่งกว่าภาวะขาดแคลนผู้นำ
• นั่นคือ ปัญหาการขาดผู้นำที่มีคุณลักษณะ “คุณภาพ” สูง “ศักยภาพ” สูง และ “คุณธรรม” สูง
• การไร้ผู้นำนั้น เปรียบประดุจเรือเดินทะเลขาดกัปตัน เมื่อเจอพายุโหมกระหน่ำ ลูกเรือก็เคว้งคว้าง สับสน หวาดหวั่น เพราะควบคุมสถานการณ์ไม่ได้ แต่อย่างไรก็ตาม ภาวะดังกล่าวยังไม่รุนแรง เท่ากับการมีผู้นำที่เลวร้าย เพราะแม้คลื่นลมสงบก็ทำให้เรืออับปาง และลูกเรือทั้งหมดเสียชีวิตได้
• ผู้นำ เป็นผู้ที่กำหนดผลปลายทางของคนอื่น ยากนักที่คนจะไปไกลกว่าผู้นำของเขา เพราะผู้นำเป็นเสมือนสมองคอยสั่งให้เท้าเดินไปตามทางที่ต้องการ เป็นไปไม่ได้ที่เท้าจะเดินไปถูกทิศทาง ก่อนสมองสั่งการ
คัดจากบทความจากส่วนหนึ่งของหนังสือ How to สุดยอดหนังสือ ข้อคิดเพือผู้นำ แห่งปี ของ ศาสตราจารย์ ดร. เกรียงศักดิ์ เจริญวงศักดิ์ (Profressor Kriengsak Chareonwongsak, Senior Fellow at Harvard University's Center of Business and Government and an Associate)
Subscribe to:
Posts (Atom)













