Well notice work of Professor Kriengsak Chareonwongsak
President of the Institute of Future Studies for Development in Thailand and Chairman of Success Group of Companies in Thailand |and Hope that your like
Showing posts with label เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์. Show all posts
Showing posts with label เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์. Show all posts
Saturday, February 11, 2012
เศรษฐกิจเกิดใหม่ (Emerging economies)
ทิศทางของระเบียบเศรษฐกิจโลกใหม่
...เศรษฐกิจเกิดใหม่ (Emerging economies)
กำลังจะมีบทบาทในการกำหนดระเบียบ
เศรษฐกิจโลกมากขึ้น เนื่องจากสหรัฐฯและ
สหภาพยุโรปกำลังเผชิญภาวะถดถอยจาก
วิกฤตเศรษฐกิจและวิกฤตหนี้สาธารณะ
ขณะที่เศรษฐกิจเกิดใหม่กลับขยายตัวอย่าง
รวดเร็ว และมีโอกาสที่จะเกิดมหาอำนาจทาง
เศรษฐกิจขั้วใหม่เกิดขึ้น...
More detail please see at :: www.kriengsak.com
บทความโดย ศาสตราจารย์ ดร. เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ (Professor Kriengsak Chareonwongsak)
Wednesday, January 25, 2012
ค่าจ้างขั้นต่ำ
ค่าจ้างขั้นต่ำ 250 บาท ทั่วประเทศ!!
ที่มาของภาพ http://hilight.kapook.com/img_cms2/sport/100_14.jpg
เมื่อเร็วๆ นี้คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3
สถาบัน (กกร.) ออกมาแสดงความเห็นด้วยกับแนวคิดนายกรัฐมนตรี
ที่ต้องการปรับค่าแรงขั้นต่ำขึ้นเป็น 250 บาทต่อวัน
อัตราเดียวกันทั่วประเทศ ซึ่งทำให้เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นในการถกเถียง
อย่างกว้างขวางในสื่อต่างๆ ขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง
โดยแรงงานส่วนใหญ่แสดงความเห็นด้วยกับการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ
เนื่องจากตนเองได้รับประโยชน์
ขณะที่นักวิชาการและนักธุรกิจส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย
เนื่องจากเห็นว่ามีผลกระทบต่อธุรกิจและเศรษฐกิจของประเทศมากกว่า
ซึ่งเป็นอาการที่คาดเดาได้แทบจะทุกครั้งที่มีการประกาศขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ
สำหรับการโยนหินถามทางของนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ มีประเด็นที่ผมคิดว่าน่าสนใจที่จะหยิบยกขึ้นมาพูดคุยกันดังนี้
ควรขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 250 บาทหรือไม่?
ในความเห็นส่วนตัว ผมค่อนข้างเห็นด้วยกับการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ เพื่อให้แรงงานมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เนื่องจากปัจจุบัน แรงงานที่ได้รับค่าแรงขั้นต่ำยังมีภาวะความเป็นอยู่ที่ยากลำบาก โดยแรงงานไร้ฝีมือในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล 6 จังหวัดได้รับค่าจ้างขั้นต่ำอยู่ที่ 206 บาทต่อวันใน
ขณะที่จังหวัดอื่นได้รับค่าจ้างลดหลั่นกันลงไปถึงกระนั้น
การขึ้นค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำมีปัจจัยและเงื่อนไขที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การพิจารณาด้วยหลักการทางเศรษฐศาสตร์ กล่าวคือ
แรงงานควรได้รับค่าจ้างเท่ากับผลผลิตส่วนเพิ่มที่แรงงานผลิตได้
(หรือผลิตภาพของแรงงาน) หรือหมายความว่า แรงงานควรได้รับค่าจ้างเพิ่มขึ้น
หากสามารถผลิตได้เพิ่มขึ้น
สำหรับข้อเสนอการเพิ่ม
ค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 250 บาทต่อวันมีความเหมาะสมหรือไม่นั้น
จึงควรพิจารณาว่าเป็นระดับค่าจ้างที่สอดคล้องกับการเพิ่มขึ้นของผลิตภาพของ
แรงงานหรือไม่ หากแรงงานในระบบมีผลิตภาพเพิ่มขึ้นเหมาะสมกับค่าจ้าง 250
บาทต่อวัน รัฐบาลก็ควรขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำตามข้อเสนอนี้
แต่หากผลิตภาพของแรงงานต่ำกว่า ค่าจ้างขั้นต่ำก็ไม่ควรจะเพิ่มขึ้นถึง 250
บาทต่อวัน
เพราะการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำมากกว่าการเพิ่มขึ้นของผลิตภาพแรงงานในช่วงเวลา
หนึ่งๆ นั้น เป็นการเพิ่มภาระให้แก่ผู้ผลิต โดยทำให้ต้นทุนแรงงานเพิ่มขึ้น
โดยผลผลิตไม่เพิ่มขึ้นมากนัก ผู้ผลิตอาจหันไปลงทุนในเทคโนโลยีมากขึ้น
หรืออาจหันไปใช้แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายที่มีราคาถูกกว่า
ซึ่งทำให้แรงงานไทยมีการว่างงานเพิ่มขึ้น
อย่างไร
ก็ดี ในกรณีที่ผู้สนับสนุนการเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 250 บาทต่อวันทันที
โดยให้เหตุผลว่าในรอบหลายปีที่ผ่านมา
ค่าจ้างขั้นต่ำเพิ่มขึ้นช้ากว่าการเพิ่มขึ้นของผลิตภาพแรงงานถึงประมาณ 4
เท่านั้น ผมเห็นว่าการเพิ่มขึ้นของค่าจ้างอย่างรวดเร็วเกินไป
อาจทำให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อตามมา
เนื่องจากระดับราคาสินค้าสูงขึ้นจากการที่แรงงานมีราคาแพงขึ้น
และที่สำคัญยังอาจทำให้แรงงานที่มีอยู่ขาดแรงจูงใจในการพัฒนาความรู้ความ
สามารถเพื่อที่จะมีรายได้ที่เพิ่มขึ้นอีกด้วย เนื่องจากไม่ต้องทำอะไร
ก็ได้ค่าจ้างเพิ่มขึ้น
นอกจากนี้
การกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำควรพิจารณาถึงภาวะของตลาดแรงงานด้วย
เพราะค่าจ้างขั้นต่ำที่ไม่สอดคล้องกับระดับค่าจ้างที่เป็นไปตามกลไกตลาดนั้น
จะไม่มีประสิทธิภาพในการบังคับใช้
หรือหากภาครัฐสามารถบังคับให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างตามค่าแรงขั้นต่ำได้จริง
แต่ค่าจ้างขั้นต่ำกลับสูงกว่าอัตราค่าจ้างในท้องตลาด
จะเป็นการผลักดันให้นายจ้างต้องลดการจ้างงานในระบบลง
ซึ่งทำให้เกิดปัญหาการว่างงานมากขึ้น
หรือทำให้แรงงานต้องออกไปอยู่นอกระบบมากขึ้น
ควรกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำอัตราเดียวกันทั่วประเทศหรือไม่?
ประเด็น
นี้ผมเห็นว่าไม่มีความจำเป็น
เนื่องจากผลิตภาพของแรงงานและความต้องการแรงงานในแต่ละพื้นที่ไม่เท่ากัน
การกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำเท่ากันทุกจังหวัดจึงไม่สอดคล้องกับต้นทุนการครองชีพ
ของแรงงานในแต่ละพื้นที่ ซึ่งอาจทำให้การลงทุนภาคอุตสาหกรรมกระจุกตัวอยู่ใน
กทม.และปริมณฑลมากขึ้น ไม่เกิดการกระจายตัวของการลงทุนไปยังต่างจังหวัด
และทำให้เกิดการขาดแคลนแรงงานใน กทม.
แต่แรงงานในต่างจังหวัดกลับมีจำนวนแรงงานมากเกินความต้องการ
ซึ่งจะทำให้เกิดการอพยพของแรงงานเข้ามาทำงานใน กทม. มากขึ้นไปอีก
แม้
ว่าผู้สนับสนุนการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเท่ากันทั่วประเทศได้ให้เหตุผลว่า
ค่าครองชีพในต่างจังหวัดสูงกว่าในกรุงเทพฯและปริมณฑล
โดยอ้างถึงค่าใช้จ่ายในการเดินทางและราคาสินค้า
เพราะสินค้าส่วนใหญ่ผลิตจากกรุงเทพฯและปริมณฑลแล้วขนส่งไปยังต่างจังหวัด
แม้เหตุผลนี้อาจเป็นจริงก็ตาม แต่ผมเห็นว่า
ค่าใช้จ่ายของแรงงานแต่ละคนยังมีค่าใช้จ่ายด้านที่พักอาศัย
ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่มีสัดส่วนสูง
และเป็นต้นทุนการครองชีพที่สูงมากสำหรับแรงงานในเมือง
เมื่อเทียบกับค่าเช่าบ้านในต่างจังหวัดที่ค่อนข้างต่ำ
และถึงแม้ว่าค่าใช้จ่ายในการเดินทางในต่างจังหวัดจะสูงกว่าใน กทม.
แต่อาจถูกชดเชยโดยการไม่เสียค่าที่พัก
เพราะแรงงานสามารถพักอาศัยที่บ้านของตนเองได้
นอกจากนี้แรงงานในต่างจังหวัดยังมีโอกาสลดต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านอื่นๆ ได้อีก
เช่น การหาอาหารได้จากแหล่งอาหารตามธรรมชาติ เป็นต้น
สำหรับ
ผมแล้ว
ผมเคยนำเสนอแนวคิดของผมเกี่ยวกับระบบการพิจารณาค่าจ้างขั้นต่ำไว้ในบทความ
เรื่อง “กำหนดค่าจ้างขั้นต่ำอย่างไร..จึงจะเกิดประโยชน์สูงสุด?”
เผยแพร่ในเว็บไซต์ของผม เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2548ซึ่งโดยสรุปแล้ว
ผมคิดว่าสิ่งที่ภาครัฐควรทำในเรื่องนี้ คือ
พัฒนาเครื่องมือในการวิเคราะห์ผลกระทบจากการปรับโครงสร้างค่าจ้างแรงงานโดย
เฉพาะการจัดทำแบบจำลองเศรษฐกิจ (Economic model)
เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจต่างๆ
โดยมีการคำนึงถึงประเด็นเรื่องผลิตภาพของแรงงานอย่างเหมาะสม
ซึ่งจะทำให้สามารถประเมินผลดี-ผลเสียของการปรับอัตราค่าจ้าง
และทำให้กระบวนการกำหนดอัตราค่าจ้างมีผลการศึกษาวิเคราะห์รองรับและมีความ
เป็นวิทยาศาสตร์ ไม่ต้องใช้ดุลพินิจหรืออำนาจต่อรองของภาคีต่าง ๆ
แต่เกิดจากการคำนวณบนฐานทฤษฎีเศรษฐศาสตร์และข้อมูลจริงทางเศรษฐกิจ
ซึ่งวิธีนี้จะช่วยลดความสงสัยของสังคม
รวมทั้งความขัดแย้งระหว่างนายจ้างและลูกจ้างได้อีกด้วย
กำหนดค่าจ้างขั้นต่ำรายอำเภอและรายอุตสาหกรรมตาม
ที่ได้อธิบายเหตุผลไปข้างต้นว่าไม่ควรกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำเท่ากันทุกพื้นที่
และทุกอุตสาหกรรม ยิ่งกว่านั้นผมคิดว่าควรให้เจาะจงในรายพื้นที่
ซึ่งหากมีการพิจารณาข้อมูลเศรษฐกิจลงรายละเอียดมากกว่ารายจังหวัด
โดยอาจแยกย่อยเป็นรายอำเภอได้จะยิ่งดี
เนื่องจากแต่ละพื้นที่ในประเทศหรือแม้แต่ในจังหวัดเดียวกันอาจมีค่าครองชีพ
แตกต่างกัน
การพิจารณาข้อมูลลงลึกรายอำเภอจะสะท้อนต้นทุนแรงงานที่แท้จริงได้ดีกว่า
โดย
สรุปแล้วการประกาศขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำของรัฐในลักษณะนี้จะเป็นประเด็นถกเถียง
และอภิปรายเรื่อยไปในทุกครั้ง หากยังคงระบบและวิธีการแบบเดิมเอาไว้
ซึ่งอาจเป็นวิธีการที่ “ง่าย”กว่าการแก้ไข ซึ่งต้องลงแรง อีกทั้งยัง
“ได้คะแนนเสียง”จากประชาชน (แม้ว่าค่าจ้างจะขึ้นจริงหรือไม่ก็ตาม)
ผมหวังว่าผมจะได้เห็นการช่วยเหลือประชาชนที่แท้จริงจากภาครัฐมากกว่าการให้ความหวังแก่ประชาชนไปวันๆ เท่านั้น
ได้รับการตีพิมพ์จากหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจคอลัมน์:ทรรศนะวิจารณ์ วันอังคารที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2553
Sunday, November 27, 2011
ความขัดแย้งเกี่ยวกับพื้นที่ที่ควรได้รับการปกป้องจากอุทกภัย
กวิกฤตภัยครั้งนี้
และการพัฒนาระบบป้องกันและรับมือกับอุทกภัยในระยะยาว
ซึ่งกำลังดำเนินการคู่ขนานกันไป
แต่ถึงแม้ว่า มีความเป็นไปได้ในการพัฒนาระบบป้องกันอุทกภัยเพื่อทำให้ทุกพื้นที่ไม่มีน้ำท่วมและไม่มีผู้ได้รับผลกระทบเลย แต่การดำเนินการเช่นนั้นมีต้นทุนสูงมากและอาจไม่คุ้มค่าในการลงทุนเพื่อให้มีระดับความสามารถในการจัดการน้ำที่มีปริมาณมากกว่าปกติในบางปี ซึ่งนานๆ จะเกิดขึ้นสักครั้งหนึ่ง
ด้วยเหตุนี้ระบบป้องกันอุทกภัยจึงมีความสามารถในการจัดการปริมาณน้ำในระดับหนึ่งเท่านั้น และระบบป้องกันน้ำท่วมรูปแบบหนึ่ง คือการปกป้องบางพื้นที่และผันน้ำไปลงในพื้นที่อื่น ซึ่งหมายความว่าจะมีคนบางกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ ขณะที่คนอีกกลุ่มหนึ่งไม่ถูกน้ำท่วม
ทั้งนี้อุปสรรคสำคัญประการหนึ่งของการแก้ปัญหาวิกฤตครั้งนี้ คือ ความขัดแย้งเกี่ยวกับพื้นที่ที่ควรได้รับการปกป้องจากอุทกภัย จนทำให้บางพื้นที่ไม่ได้รับความร่วมมือจากประชาชนในการสร้างแนวป้องกันน้ำท่วม อันเนื่องจากความรู้สึกถึงไม่เท่าเทียมของประชาชนในพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วมเมื่อเทียบกับพื้นที่ที่ได้รับการปกป้อง รวมทั้งความไม่เห็นด้วยที่รัฐบาลพยายามปกป้องมิให้น้ำท่วมกรุงเทพชั้นในจนทำให้น้ำทะลักเข้านิคมอุตสาหกรรมจนได้รับความเสียหายมหาศาล การพัฒนาระบบจัดการน้ำในอนาคต จึงจำเป็นต้องคำนึงถึงการจัดการกับความเข้าใจและความรู้สึกของประชาชนด้วย
แนวทางหนึ่งที่อาจช่วยลดความขัดแย้งได้ คือ การกำหนดอย่างชัดเจนเกี่ยวกับลำดับความสำคัญของพื้นที่ที่จะได้รับการปกป้องและพื้นที่ที่กำหนดให้เป็นพื้นที่รับน้ำ เพื่อสร้างการรับรู้และการยอมรับของประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยการกำหนดในผังเมืองอย่างชัดเจนว่าแต่ละพื้นที่มีลำดับความสำคัญระดับใด
ตัวอย่างเช่น รัฐบาลอาจกำหนดให้ระบุหมายเลข 1 ถึง 5 สำหรับในพื้นที่ต่างๆ เพื่อจัดลำดับความสำคัญของการป้องกันพื้นที่จากน้ำท่วม โดยกำหนดหมายเลข 1 สำหรับพื้นที่ที่กำหนดให้เป็นแก้มลิง และหมายเลข 5 สำหรับพื้นที่เศรษฐกิจหรือนิคมอุตสาหกรรม เป็นต้น
ทั้งนี้การกำหนดลำดับความสำคัญของแต่ละพื้นที่ต้องสอดคล้องกับสภาพทางกายภาพและสภาพทางเศรษฐกิจของพื้นที่นั้นๆ รวมทั้งต้องมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำที่สอดคล้องกับลำดับความสำคัญของแต่ละพื้นที่ด้วย
นอกจากนี้ หน่วยงานรัฐควรมีการประกาศอย่างชัดเจนว่าแต่ละพื้นที่มีหมายเลขอะไร (โดยอาจระบุลงในโฉนดที่ดินหรือบังคับให้นักพัฒนาที่ดินต้องประกาศให้ประชาชนทราบ) เพื่อให้การใช้ประโยชน์จากพื้นที่นั้นเหมาะสมกับสภาพพื้นที่และป้องกันการสร้างสิ่งปลูกสร้างขวางทางน้ำ
อีกแนวทางหนึ่ง คือ การจัดระบบชดเชยให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบอย่างเหมาะสม แต่การชดเชยโดยพึ่งพางบประมาณแผ่นดินเพียงอย่างเดียวและกำหนดระดับการชดเชยหลังจากเกิดความเสียหายแล้ว อาจไม่เพียงพอสำหรับชดเชยความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นและไม่สามารถจัดการความรู้สึกของผู้ได้รับผลกระทบได้ ในขณะที่ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ที่ได้รับการปกป้องจากน้ำท่วมก็ไม่ต้องแบกรับต้นทุนจากการคุ้มครองที่ได้รับจากรัฐบาลแต่อย่างใด
ด้วยเหตุนี้ ระบบประกันอุทกภัยน่าจะเป็นคำตอบสำหรับการแก้ปัญหาข้างต้น เพราะจะทำให้ประชาชนทราบระดับความเสี่ยงของการถูกน้ำท่วม และรับรู้ว่า หากเกิดความเสียหายขึ้น เขาจะได้รับการชดเชยอย่างแน่นอน และได้รับทราบล่วงหน้าถึงขนาดของการชดเชยที่จะได้รับ
อุปสรรคสำคัญของการแก้ปัญหาครั้งนี้ คือ ความขัดแย้งเกี่ยวกับพื้นที่ที่ควรได้รับการปกป้องจากอุทกภัย
ถึงกระนั้น การเตรียมการป้องกันปัญหาอุทกภัยในอนาคตที่มีการพูดถึงโดยส่วนใหญ่ ให้ความสนใจไปที่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำ การพัฒนาเทคโนโลยีและระบบข้อมูลข่าวสารเพื่อการจัดการน้ำ และการปฏิรูปโครงสร้างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับน้ำ ซึ่งล้วนมีความสำคัญทั้งสิ้นแต่ถึงแม้ว่า มีความเป็นไปได้ในการพัฒนาระบบป้องกันอุทกภัยเพื่อทำให้ทุกพื้นที่ไม่มีน้ำท่วมและไม่มีผู้ได้รับผลกระทบเลย แต่การดำเนินการเช่นนั้นมีต้นทุนสูงมากและอาจไม่คุ้มค่าในการลงทุนเพื่อให้มีระดับความสามารถในการจัดการน้ำที่มีปริมาณมากกว่าปกติในบางปี ซึ่งนานๆ จะเกิดขึ้นสักครั้งหนึ่ง
ด้วยเหตุนี้ระบบป้องกันอุทกภัยจึงมีความสามารถในการจัดการปริมาณน้ำในระดับหนึ่งเท่านั้น และระบบป้องกันน้ำท่วมรูปแบบหนึ่ง คือการปกป้องบางพื้นที่และผันน้ำไปลงในพื้นที่อื่น ซึ่งหมายความว่าจะมีคนบางกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ ขณะที่คนอีกกลุ่มหนึ่งไม่ถูกน้ำท่วม
ทั้งนี้อุปสรรคสำคัญประการหนึ่งของการแก้ปัญหาวิกฤตครั้งนี้ คือ ความขัดแย้งเกี่ยวกับพื้นที่ที่ควรได้รับการปกป้องจากอุทกภัย จนทำให้บางพื้นที่ไม่ได้รับความร่วมมือจากประชาชนในการสร้างแนวป้องกันน้ำท่วม อันเนื่องจากความรู้สึกถึงไม่เท่าเทียมของประชาชนในพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วมเมื่อเทียบกับพื้นที่ที่ได้รับการปกป้อง รวมทั้งความไม่เห็นด้วยที่รัฐบาลพยายามปกป้องมิให้น้ำท่วมกรุงเทพชั้นในจนทำให้น้ำทะลักเข้านิคมอุตสาหกรรมจนได้รับความเสียหายมหาศาล การพัฒนาระบบจัดการน้ำในอนาคต จึงจำเป็นต้องคำนึงถึงการจัดการกับความเข้าใจและความรู้สึกของประชาชนด้วย
แนวทางหนึ่งที่อาจช่วยลดความขัดแย้งได้ คือ การกำหนดอย่างชัดเจนเกี่ยวกับลำดับความสำคัญของพื้นที่ที่จะได้รับการปกป้องและพื้นที่ที่กำหนดให้เป็นพื้นที่รับน้ำ เพื่อสร้างการรับรู้และการยอมรับของประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยการกำหนดในผังเมืองอย่างชัดเจนว่าแต่ละพื้นที่มีลำดับความสำคัญระดับใด
ตัวอย่างเช่น รัฐบาลอาจกำหนดให้ระบุหมายเลข 1 ถึง 5 สำหรับในพื้นที่ต่างๆ เพื่อจัดลำดับความสำคัญของการป้องกันพื้นที่จากน้ำท่วม โดยกำหนดหมายเลข 1 สำหรับพื้นที่ที่กำหนดให้เป็นแก้มลิง และหมายเลข 5 สำหรับพื้นที่เศรษฐกิจหรือนิคมอุตสาหกรรม เป็นต้น
ทั้งนี้การกำหนดลำดับความสำคัญของแต่ละพื้นที่ต้องสอดคล้องกับสภาพทางกายภาพและสภาพทางเศรษฐกิจของพื้นที่นั้นๆ รวมทั้งต้องมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำที่สอดคล้องกับลำดับความสำคัญของแต่ละพื้นที่ด้วย
นอกจากนี้ หน่วยงานรัฐควรมีการประกาศอย่างชัดเจนว่าแต่ละพื้นที่มีหมายเลขอะไร (โดยอาจระบุลงในโฉนดที่ดินหรือบังคับให้นักพัฒนาที่ดินต้องประกาศให้ประชาชนทราบ) เพื่อให้การใช้ประโยชน์จากพื้นที่นั้นเหมาะสมกับสภาพพื้นที่และป้องกันการสร้างสิ่งปลูกสร้างขวางทางน้ำ
อีกแนวทางหนึ่ง คือ การจัดระบบชดเชยให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบอย่างเหมาะสม แต่การชดเชยโดยพึ่งพางบประมาณแผ่นดินเพียงอย่างเดียวและกำหนดระดับการชดเชยหลังจากเกิดความเสียหายแล้ว อาจไม่เพียงพอสำหรับชดเชยความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นและไม่สามารถจัดการความรู้สึกของผู้ได้รับผลกระทบได้ ในขณะที่ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ที่ได้รับการปกป้องจากน้ำท่วมก็ไม่ต้องแบกรับต้นทุนจากการคุ้มครองที่ได้รับจากรัฐบาลแต่อย่างใด
ด้วยเหตุนี้ ระบบประกันอุทกภัยน่าจะเป็นคำตอบสำหรับการแก้ปัญหาข้างต้น เพราะจะทำให้ประชาชนทราบระดับความเสี่ยงของการถูกน้ำท่วม และรับรู้ว่า หากเกิดความเสียหายขึ้น เขาจะได้รับการชดเชยอย่างแน่นอน และได้รับทราบล่วงหน้าถึงขนาดของการชดเชยที่จะได้รับ
Tuesday, September 27, 2011
แบงก์ชาติ หรือ รัฐบาล? ใครควรกำกับสถาบันการเงิน
ใครควรกำกับสถาบันการเงิน แบงก์ชาติ หรือ รัฐบาล?
ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 03 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2548
ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 03 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2548
ประเด็นคำถามเรื่อง "อิสรภาพของแบงก์ชาติ" เป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจมาโดยตลอด และยังเป็นข้อถกเถียงกันอยู่ว่า ธนาคารกลาง ควรมีอิสระในระดับใด เพราะแต่ละฝ่ายต่างมีจุดยืน และเหตุผลของตนเอง เมื่อไม่นานมานี้ มีข่าวดังออกมาอีกว่า รัฐบาลจะมีการเปลี่ยนแปลงตัวผู้ว่าการแบงก์ชาติ คือ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล และเตรียมที่จะลดบทบาทของแบงก์ชาติลงด้วย
ที่ผ่านมา แบงก์ชาติทำหน้าที่กำกับดูแลสถาบันการเงิน ดูแลนโยบายการเงิน และดูแลในเรื่องของหนี้เสียทั้งระบบ ในความเห็นของผมคิดว่า ควรให้แบงก์ชาติมีอิสระในการทำหน้าที่ต่างๆ เหล่านี้ต่อไป เนื่องจากการปล่อยให้มีการแทรกแซงทางการเมือง จะเกิดผลเสียมากกว่าผลดี เช่น
ผลเสียต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ หากธนาคารกลางอยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงการคลัง ทำให้จำเป็นต้องปฏิบัติตามคำสั่งของกระทรวงการคลัง
![]() |
| Professor Kriengsak Chareonwongsak |
แต่การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลส่วนใหญ่ มักจะคิดถึงเพียงการทำให้เศรษฐกิจขยายตัวในระยะสั้น เพื่อสร้างคะแนนนิยมแก่ตนเองให้ได้เป็นรัฐบาลอีกครั้งหนึ่ง
ในขณะที่ธนาคารกลางที่เป็นอิสระ จะมุ่งรักษาเสถียรภาพของเศรษฐกิจ เช่น ที่ผ่านมา รัฐบาลต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยอาศัยภาคอสังหาริมทรัพย์เป็นตัวนำ มาตรการที่รัฐนำมาใช้ คือ การลดหย่อนภาษีเพื่อช่วยเหลือภาคอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งได้ผลอย่างมาก เพราะทำให้การซื้อขายที่ดินทั่วประเทศสูงขึ้น แต่รัฐบาลจำเป็นต้องเลิกมาตรการดังกล่าวไป เมื่อธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกมาเตือนในเรื่องภาวะฟองสบู่ ที่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินนโยบายดังกล่าว และหากการดำเนินนโยบายการเงินการคลังขาดความโปร่งใส ก็อาจจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนด้วย
ยกตัวอย่าง การดำเนินการที่มีอิสระของธนาคารกลางของสหรัฐหรือเฟด ถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจสหรัฐ นักลงทุนต่างชาติล้วนเชื่อมั่นในการทำงานของเฟด ขณะที่นโยบายการเงินของประเทศในแถบละตินอเมริกา ปราศจากความน่าเชื่อถือ เพราะธนาคารกลางของประเทศเหล่านี้ขาดความเป็นอิสระจากรัฐอย่างแท้จริง
ด้วยเหตุนี้ หากการทำหน้าที่ของแบงก์ชาติถูกแทรกแซงจากรัฐบาล ย่อมอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือในการปล่อยกู้ ตามนโยบายของรัฐบาล หรือปล่อยให้เกิดการแทรกแซงของนักการเมืองในการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ ทำให้ระบบเศรษฐกิจอยู่ในภาวะที่มีความเสี่ยงสูง
ความเป็นอิสระเป็นเงื่อนไขที่จำเป็นสำหรับความน่าเชื่อถือของธนาคารกลาง การให้อิสระแก่แบงก์ชาติ จึงน่าจะเป็นประโยชน์มากกว่าการแทรกแซงได้โดยรัฐ
ดังนั้น ผู้ที่มีอำนาจในการตัดสินใจควรพิจารณาให้รอบคอบ ก่อนที่จะลดอำนาจแบงก์ชาติ และเพิ่มอำนาจแก่รัฐ
บทความ ของ ศาสตราจารย์ ดร. เกรียงศักดิ์ เจริญวงศักดิ์ (Profressor Kriengsak Chareonwongsak, Senior Fellow at Harvard University's Center of Business and Government and an Associate) credit by www.kriengsak.com
ปรับ "ค่าจ้างขั้นต่ำ" ต้องคิดให้ลึกรอบด้าน
ปรับ "ค่าจ้างขั้นต่ำ" ต้องคิดให้ลึกรอบด้าน
ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 1 พฤษภาคม 2547
ค่าจ้างขั้นต่ำถือว่าเป็นรายได้ในระดับมาตรฐานของการดำรงชีพขั้นต่ำที่สุด (minimum standard of living) ที่มนุษย์คนหนึ่งพึงได้รับ หากได้รับค่าจ้างในระดับที่ต่ำไปกว่านี้ แรงงานผู้นั้นจะไม่สามารถดำรงชีพอยู่ได้
การกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำแท้ที่จริงจึงมีวัตถุประสงค์ด้านมนุษยธรรมเป็นหลัก ทั้งนี้ แรงงานถือเป็นประชาชนกลุ่มใหญ่ของประเทศ การกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำให้มีอัตราเพิ่มขึ้นโดยอีกนัยหนึ่งจึงเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับประชาชน ซึ่งอาจจะเป็นวิธีการหนึ่งในการกระตุ้นเศรษฐกิจจากการเพิ่มขึ้นของกำลังซื้อของประชาชน และยังเป็นวิธีการในการกระจายรายได้ให้กับคนยากจน รวมทั้งอาจทำให้ความเหลื่อมล้ำของรายได้ลดลง
หากพิจารณาด้วยแนวคิดทางทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ การกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำมีทั้งข้อดีและข้อเสียที่ควรทำความเข้าใจ ดังนี้
ข้อดีของการมีค่าจ้างขั้นต่ำ ในกรณีที่การบังคับใช้ค่าจ้างขั้นต่ำมีประสิทธิภาพ จะทำให้แรงงานในระบบได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย ทำให้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและมีความมั่นคงในชีวิตมากขึ้น เนื่องจากค่าจ้างไม่ขึ้นลงตามกลไกตลาด นอกจากนี้ ค่าจ้างขั้นต่ำยังอาจช่วยลดความเหลื่อมล้ำระหว่างค่าจ้างระหว่างแรงงานหญิงและชาย และทำให้ครัวเรือนของแรงงานไร้ฝีมือมีรายได้เพียงพอ ส่งผลทำให้ความยากจนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
ในทางกลับกันข้อเสียของการมีค่าจ้างขั้นต่ำ อาจทำให้นายจ้างไม่จ่ายค่าจ้างแก่ลูกจ้างตามความจำเป็นของลูกจ้างหรือตามผลิตภาพ(ฝีมือ)ของลูกจ้างแต่ละคน แต่ให้ค่าจ้างเป็นอัตราเดียวกันทั้งหมด คือตามอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ลูกจ้างที่มีฝีมือดีกับลูกจ้างที่มีฝีมือต่ำกว่าได้รับค่าจ้างในอัตราที่เท่ากัน ส่งผลทำให้ไม่เกิดการจูงใจให้แรงงานพัฒนาตนเอง
การเพิ่มอัตราค่าจ้างขั้นต่ำยังทำให้แรงงานไร้ฝีมือถูกผลักออกจากการจ้างงานในระบบจำนวนมากขึ้น และกลายเป็นแรงงานนอกระบบที่ไม่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน รวมทั้งยังทำให้ค่าจ้างนอกระบบต่ำลงด้วย เพราะแรงงานกลุ่มดังกล่าวที่ย้ายออกไปทำงานในภาคเศรษฐกิจนอกระบบ จะทำให้อุปทานของแรงงานนอกระบบเพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ การขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำอาจจะทำให้นายจ้างรับภาระต้นทุนค่าจ้างแรงงานที่สูงกว่ามูลค่าผลผลิตที่ได้จากแรงงาน ทำให้สูญเสียความสามารถในการแข่งขัน นายจ้างจึงอาจเปลี่ยนไปใช้เครื่องจักรแทนแรงงานหากคุ้มกว่าการจ่ายค่าจ้างแรงงาน ส่งผลให้ความต้องการจ้างแรงงานลดลง
ในกรณีที่มีการขึ้นค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำบ่อยครั้ง อาจจะทำให้ธุรกิจไม่สามารถวางแผนต้นทุนการผลิตล่วงหน้าได้ เพราะค่าจ้างอาจจะสูงขึ้นขณะที่ราคาสินค้าไม่สามารถขึ้นได้ทันที นอกจากนี้ยังมีผลทำให้สินค้าส่งออกมีราคาสูงขึ้น และไม่สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ การปรับอัตราค่าแรงขั้นต่ำบ่อยๆ ยังอาจจะทำให้แรงงานที่เป็นคนชอบพักผ่อน (prefer to rest) ไม่มีแรงจูงใจจะพัฒนาตนเองเพื่อที่จะหารายได้มากขึ้น
สำหรับประเทศไทยนั้น เนื่องจากตลาดการจ้างงานมีแรงงานไร้ฝีมือจำนวนมาก และในปัจจุบันตลาดแรงงานอยู่ในสภาพที่มีอุปทานแรงงานส่วนเกินอยู่แล้ว ดังนั้นหากมีการยกเลิกการกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำ น่าจะทำให้แรงงานไร้ฝีมือมีค่าจ้างลดต่ำลงทันที แต่แรงงานไร้ฝีมือจะมีงานทำมากขึ้น เนื่องจากค่าจ้างที่ลดต่ำลงจะจูงใจให้นายจ้างหันมาจ้างแรงงานไร้ฝีมือมากขึ้น
ทำให้เกิดการดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติเข้ามามากขึ้น โดยเฉพาะการลงทุนในอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น ส่วนราคาสินค้าจะต่ำลงและส่งออกสินค้าราคาถูกได้มากขึ้น แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นคือจะไม่ทำให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิต เนื่องจากผู้ประกอบการไม่มีแรงจูงใจจะใช้เครื่องจักรแทนแรงงาน ขณะที่ผู้ที่ทำอาชีพอิสระและแรงงานที่มีรายได้สูงจะไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด
ประเด็นเกี่ยวกับค่าจ้างขั้นต่ำเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและส่งผลกระทบในหลายด้านดังที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น ดังนั้นผู้มีอำนาจในการตัดสินใจจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบ ไม่สามารถพิจารณาแต่เพียงประเด็นใดประเด็นหนึ่งได้ การเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำอาจหมายถึงความอยู่ดีกินดีของประชาชนบางส่วนและอาจหมายถึงการถูกปลดออกจากงานของประชาชนบางส่วนด้วยเหมือนกัน
การขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำในขณะที่ระดับฝีมือแรงงานไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างสอดคล้องกับค่าแรงที่เพิ่มขึ้น อาจกลายมาเป็นผลกระทบทางอ้อมต่อระดับราคาสินค้าที่อาจสูงขึ้นจากการมีต้นทุนในการผลิตสูงขึ้น
ค่าแรงที่เพิ่มขึ้นอาจเป็นเพียงการเพิ่มขึ้นของจำนวนเงิน แต่กำลังซื้อมิได้เพิ่มขึ้น รวมทั้งยังส่งผลกระทบทำให้กำลังซื้อของคนในประเทศลดลงด้วย ซึ่งทำให้สวัสดิการสังคมในภาพรวมอาจไม่เพิ่มขึ้น ทั้งหมดนี้ล้วนสะท้อนให้เห็นถึงความเกี่ยวโยงและความสำคัญของค่าจ้างขั้นต่ำที่มีต่อเศรษฐกิจและสังคมไทย การตัดสินใจเกี่ยวกับค่าจ้างขั้นต่ำจึงต้องคิดให้ลึกและรอบด้านอย่างแท้จริง
บทความ ของ ศาสตราจารย์ ดร. เกรียงศักดิ์ เจริญวงศักดิ์ (Profressor Kriengsak Chareonwongsak, Senior Fellow at Harvard University's Center of Business and Government and an Associate) credit by www.kriengsak.com
ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 1 พฤษภาคม 2547
ค่าจ้างขั้นต่ำถือว่าเป็นรายได้ในระดับมาตรฐานของการดำรงชีพขั้นต่ำที่สุด (minimum standard of living) ที่มนุษย์คนหนึ่งพึงได้รับ หากได้รับค่าจ้างในระดับที่ต่ำไปกว่านี้ แรงงานผู้นั้นจะไม่สามารถดำรงชีพอยู่ได้
การกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำแท้ที่จริงจึงมีวัตถุประสงค์ด้านมนุษยธรรมเป็นหลัก ทั้งนี้ แรงงานถือเป็นประชาชนกลุ่มใหญ่ของประเทศ การกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำให้มีอัตราเพิ่มขึ้นโดยอีกนัยหนึ่งจึงเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับประชาชน ซึ่งอาจจะเป็นวิธีการหนึ่งในการกระตุ้นเศรษฐกิจจากการเพิ่มขึ้นของกำลังซื้อของประชาชน และยังเป็นวิธีการในการกระจายรายได้ให้กับคนยากจน รวมทั้งอาจทำให้ความเหลื่อมล้ำของรายได้ลดลง
หากพิจารณาด้วยแนวคิดทางทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ การกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำมีทั้งข้อดีและข้อเสียที่ควรทำความเข้าใจ ดังนี้
ข้อดีของการมีค่าจ้างขั้นต่ำ ในกรณีที่การบังคับใช้ค่าจ้างขั้นต่ำมีประสิทธิภาพ จะทำให้แรงงานในระบบได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย ทำให้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและมีความมั่นคงในชีวิตมากขึ้น เนื่องจากค่าจ้างไม่ขึ้นลงตามกลไกตลาด นอกจากนี้ ค่าจ้างขั้นต่ำยังอาจช่วยลดความเหลื่อมล้ำระหว่างค่าจ้างระหว่างแรงงานหญิงและชาย และทำให้ครัวเรือนของแรงงานไร้ฝีมือมีรายได้เพียงพอ ส่งผลทำให้ความยากจนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
ในทางกลับกันข้อเสียของการมีค่าจ้างขั้นต่ำ อาจทำให้นายจ้างไม่จ่ายค่าจ้างแก่ลูกจ้างตามความจำเป็นของลูกจ้างหรือตามผลิตภาพ(ฝีมือ)ของลูกจ้างแต่ละคน แต่ให้ค่าจ้างเป็นอัตราเดียวกันทั้งหมด คือตามอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ลูกจ้างที่มีฝีมือดีกับลูกจ้างที่มีฝีมือต่ำกว่าได้รับค่าจ้างในอัตราที่เท่ากัน ส่งผลทำให้ไม่เกิดการจูงใจให้แรงงานพัฒนาตนเอง
การเพิ่มอัตราค่าจ้างขั้นต่ำยังทำให้แรงงานไร้ฝีมือถูกผลักออกจากการจ้างงานในระบบจำนวนมากขึ้น และกลายเป็นแรงงานนอกระบบที่ไม่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน รวมทั้งยังทำให้ค่าจ้างนอกระบบต่ำลงด้วย เพราะแรงงานกลุ่มดังกล่าวที่ย้ายออกไปทำงานในภาคเศรษฐกิจนอกระบบ จะทำให้อุปทานของแรงงานนอกระบบเพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ การขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำอาจจะทำให้นายจ้างรับภาระต้นทุนค่าจ้างแรงงานที่สูงกว่ามูลค่าผลผลิตที่ได้จากแรงงาน ทำให้สูญเสียความสามารถในการแข่งขัน นายจ้างจึงอาจเปลี่ยนไปใช้เครื่องจักรแทนแรงงานหากคุ้มกว่าการจ่ายค่าจ้างแรงงาน ส่งผลให้ความต้องการจ้างแรงงานลดลง
ในกรณีที่มีการขึ้นค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำบ่อยครั้ง อาจจะทำให้ธุรกิจไม่สามารถวางแผนต้นทุนการผลิตล่วงหน้าได้ เพราะค่าจ้างอาจจะสูงขึ้นขณะที่ราคาสินค้าไม่สามารถขึ้นได้ทันที นอกจากนี้ยังมีผลทำให้สินค้าส่งออกมีราคาสูงขึ้น และไม่สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ การปรับอัตราค่าแรงขั้นต่ำบ่อยๆ ยังอาจจะทำให้แรงงานที่เป็นคนชอบพักผ่อน (prefer to rest) ไม่มีแรงจูงใจจะพัฒนาตนเองเพื่อที่จะหารายได้มากขึ้น
สำหรับประเทศไทยนั้น เนื่องจากตลาดการจ้างงานมีแรงงานไร้ฝีมือจำนวนมาก และในปัจจุบันตลาดแรงงานอยู่ในสภาพที่มีอุปทานแรงงานส่วนเกินอยู่แล้ว ดังนั้นหากมีการยกเลิกการกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำ น่าจะทำให้แรงงานไร้ฝีมือมีค่าจ้างลดต่ำลงทันที แต่แรงงานไร้ฝีมือจะมีงานทำมากขึ้น เนื่องจากค่าจ้างที่ลดต่ำลงจะจูงใจให้นายจ้างหันมาจ้างแรงงานไร้ฝีมือมากขึ้น
ทำให้เกิดการดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติเข้ามามากขึ้น โดยเฉพาะการลงทุนในอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น ส่วนราคาสินค้าจะต่ำลงและส่งออกสินค้าราคาถูกได้มากขึ้น แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นคือจะไม่ทำให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิต เนื่องจากผู้ประกอบการไม่มีแรงจูงใจจะใช้เครื่องจักรแทนแรงงาน ขณะที่ผู้ที่ทำอาชีพอิสระและแรงงานที่มีรายได้สูงจะไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด
ประเด็นเกี่ยวกับค่าจ้างขั้นต่ำเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและส่งผลกระทบในหลายด้านดังที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น ดังนั้นผู้มีอำนาจในการตัดสินใจจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบ ไม่สามารถพิจารณาแต่เพียงประเด็นใดประเด็นหนึ่งได้ การเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำอาจหมายถึงความอยู่ดีกินดีของประชาชนบางส่วนและอาจหมายถึงการถูกปลดออกจากงานของประชาชนบางส่วนด้วยเหมือนกัน
การขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำในขณะที่ระดับฝีมือแรงงานไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างสอดคล้องกับค่าแรงที่เพิ่มขึ้น อาจกลายมาเป็นผลกระทบทางอ้อมต่อระดับราคาสินค้าที่อาจสูงขึ้นจากการมีต้นทุนในการผลิตสูงขึ้น
ค่าแรงที่เพิ่มขึ้นอาจเป็นเพียงการเพิ่มขึ้นของจำนวนเงิน แต่กำลังซื้อมิได้เพิ่มขึ้น รวมทั้งยังส่งผลกระทบทำให้กำลังซื้อของคนในประเทศลดลงด้วย ซึ่งทำให้สวัสดิการสังคมในภาพรวมอาจไม่เพิ่มขึ้น ทั้งหมดนี้ล้วนสะท้อนให้เห็นถึงความเกี่ยวโยงและความสำคัญของค่าจ้างขั้นต่ำที่มีต่อเศรษฐกิจและสังคมไทย การตัดสินใจเกี่ยวกับค่าจ้างขั้นต่ำจึงต้องคิดให้ลึกและรอบด้านอย่างแท้จริง
บทความ ของ ศาสตราจารย์ ดร. เกรียงศักดิ์ เจริญวงศักดิ์ (Profressor Kriengsak Chareonwongsak, Senior Fellow at Harvard University's Center of Business and Government and an Associate) credit by www.kriengsak.com
Sunday, September 18, 2011
ประเทศ (GPD
ความท้าทายทางธุรกิจในปี 2548
ศจ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 09 กันยายน พ.ศ. 2547
ตั้งแต่ปลายปี 2546 เศรษฐกิจโดยรวมของไทยขยายตัวได้ดีอย่างต่อเนื่อง ดังจะเห็นได้จากอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GPD) ที่สูงถึงร้อยละ 7.8 อันเป็นผลมาจากการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าของไทย การขยายตัวของการบริโภคภายในประเทศ และอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำมาก ส่งผลให้เกิดการเพิ่มขึ้นของการลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์ ที่มีการขยายตัวกว้างขวาง
ถึงกระนั้นผลพวงจากการเติบโต ทำให้เกิดปรากฏการณ์หลายประการ ซึ่งอาจเป็นความเสี่ยงต่อระบบเศรษฐกิจไทยในช่วงปลายปี 2547 จนถึงปี 2548 ได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น หนี้สินภาคครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จาก 82,485 บาท/ครัวเรือน ในปี 2545 เป็น 110,133 บาท/ครัวเรือน ในไตรมาสแรกของปี 2547 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงกำลังซื้อของประชาชนที่จะลดลงในอนาคต
ความเสี่ยงในการเกิดภาวะอุปทานส่วนเกินในภาคอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากการเติบโตอย่างร้อนแรงของการลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์ในช่วงปลายปี 2546 จนถึงต้นปี 2547 จะทำให้เกิดความไม่สมดุลกันระหว่างปริมาณอสังหาริมทรัพย์ที่เสนอขายในตลาด กับการขยายตัวของกำลังซื้อภาคประชาชนในขณะนี้ ส่งผลให้เกิดอุปทานส่วนเกินในภาคอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งจะทำให้ราคาอสังหาริมทรัพย์ตกต่ำลง
ความวิตกเกี่ยวกับปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ Non-Performing Loans (NPLs) ซึ่งจะเห็นได้ชัดเจนจากตัวเลขหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของธนาคารพาณิชย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งธนาคารกรุงไทย ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมากจากร้อยละ 7.78 ในไตรมาสแรกของปี 2547 มาเป็นร้อยละ 12.29 ในไตรมาส 2
| Professor Kriengsak Charoenwongsak |
ปรากฏการณ์ทั้ง 3 ประการ เมื่อประกอบกับปัจจัยต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในปี 2548 สะท้อนให้เห็นว่าปี 2548 จะเป็นปีที่เต็มด้วยความท้าทายต่อภาคธุรกิจไทยอย่างมาก โดยปัจจัยเสี่ยงที่คาดว่าส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในปี 2548 มีดังต่อไปนี้
สถานการณ์ด้านราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น จะส่งผลทำให้ต้นทุนการผลิตสินค้าสูงขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการอาจลดกำลังการผลิตลงในปี 2548
อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มสูงขึ้น เป็นผลจากระดับราคาน้ำมันที่กดดันให้สินค้าภายในประเทศมีราคาสูงขึ้น และทิศทางอัตราเงินเฟ้อโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลทำให้ประชาชนอาจต้องแบกรับภาระด้านค่าใช้จ่ายในปี 2548 มากขึ้น
อัตราแลกเปลี่ยนที่อ่อนค่าลง เป็นผลจากการไหลออกของเงินทุนต่างประเทศ และภาวะการซบเซาลงของตลาดทุนในประเทศไทย ส่งผลทำให้สินค้าทุนที่นำเข้าจากต่างประเทศมีราคาสูงขึ้น
อัตราดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น จากแรงกดดันของอัตราแลกเปลี่ยนที่เริ่มอ่อนค่าลง รวมทั้งระดับเงินเฟ้อและหนี้สินภาคครัวเรือนที่กำลังสูงขึ้น ส่งผลให้ในปี 2548 ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจมีการปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นเพื่อสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ
จากปัจจัยดังกล่าวอาจส่งผลทำให้เศรษฐกิจไทยอาจไม่สามารถขยายตัวได้ร้อยละ 8 ดังที่ตั้งเป้าไว้ในช่วงต้นปี และมีการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยปลายปีนี้ อาจเติบโตได้ร้อยละ 6.8-7.8 เท่านั้น ส่วนปี 2548 คาดว่าจะขยายตัวได้ในช่วงร้อยละ 6-7.5 ซึ่งลดลงจากปี 2547 นอกเหนือจากปัจจัยดังกล่าวข้างต้น
ภาคธุรกิจของไทยในปี 2548 อาจต้องประสบกับความท้าทายอื่นๆ ร่วมด้วย ได้แก่
การแข่งขันของอุตสาหกรรมต่างๆ จะรุนแรงขึ้น เนื่องจากผู้ผลิตมีการผลิตสินค้าออกสู่ตลาดมากขึ้น ในขณะที่อำนาจซื้อลดลงและภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนเพิ่มขึ้น อีกทั้งการที่ประเทศไทยเปิดเสรีการค้ามากขึ้น ทำให้ในปี 2548 ผู้ผลิตอาจต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นได้
ต้นทุนของภาคอุตสาหกรรมสูงขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพาน้ำมัน การขนส่งและวัตถุดิบที่นำเข้าจากต่างประเทศจะได้รับผลกระทบโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมเหล็ก อุตสาหกรรมเซรามิค อุตสาหกรรมยานยนต์ เป็นต้น
กล่าวโดยสรุป จากทั้งปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจและความท้าทายที่มีต่อภาคธุรกิจในปี 2548 ทำให้ปีที่จะมาถึงนี้ อาจไม่ใช่ปีที่สดใสมากนัก แต่ถึงกระนั้นเศรษฐกิจไทยโดยรวมอาจจะไม่ซบเซาจนเกินไป เพราะพื้นฐานทางเศรษฐกิจไทยยังอยู่ในเกณฑ์ดี ปี 2548 จึงอาจเป็นปีที่เต็มด้วยการแข่งขันและความท้าทายต่อนักธุรกิจและผู้กำหนดนโยบาย ที่จะต้องนำพาองค์กรและประเทศให้ประสบความสำเร็จตามที่ได้ตั้งเป้าหมายเอาไว้
++++++++
ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ รองประธานคณะทำงานการเศรษฐกิจ การพาณิชย์ และอุตสาหกรรม
สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ kriengsak@bangkokcity.com
บทความจาก ศาสตราจารย์ ดร. เกรียงศักดิ์ เจริญวงศักดิ์ (Profressor Kriengsak Chareonwongsak, Senior Fellow at Harvard University's Center of Business and Government and an Associate)
Saturday, September 10, 2011
ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ การผลักดันให้ไทยมีมหาวิทยาลัยวิจัย
การผลักดันให้ไทยมีมหาวิทยาลัยวิจัย นับเป็นเรื่องที่ภาครัฐเริ่มให้ความสนใจ กระทรวงศึกษาธิการ มีนโยบายที่จะผลักดันให้มหาวิทยาลัยสร้างผลงานวิจัย เพื่อนำวิจัยไปใช้ได้จริง ตรงความต้องการ สามารถนำไปใช้งานได้จริง ทั้งนี้มหาวิทยาลัยวิจัยที่จะเกิดขึ้นนี้ ไม่ได้เป็นการสร้างมหาวิทยาลัยขึ้นมาใหม่ แต่เป็นการจัดประเภทมหาวิทยาลัยที่มีอยู่ รวมไปถึงการเพิ่มขีดความสามารถด้านอื่นของมหาวิทยาลัยร่วมด้วย
ทั้งนี้ได้มีผู้เชี่ยวชาญตั้งข้อสังเกตว่า มหาวิทยาลัยวิจัยอาจเกิดขึ้นยาก และต้องใช้เวลาในการพัฒนาเนื่องจาก ปัญหาการวิจัยในมหาวิทยาลัยไทยส่วนใหญ่นั้น ขาดอาจารย์ที่มีประสบการณ์ในการทำวิจัย ขาดเงินสนับสนุนการวิจัย รวมถึงการทำวิจัยของมหาวิทยาลัยเอง มักมีลักษณะต่างคนต่างทำ ไม่มีการวางแผนการทำวิจัยร่วมกัน เพื่อให้เกิดคุณภาพและประสิทธิภาพ รวมถึงมีความหลากหลาย เกิดประโยชน์สูงสุด
หากพิจารณาจากตัวอย่างของฮาร์วาร์ด ซึ่งได้ชื่อว่า เป็นแหล่งสร้างสรรค์งานวิจัยที่มีคุณภาพ เป็นประโยชน์ต่อหลายวงการ ส่งผลให้ฮาร์วาร์ดได้รับการจัดอันดับเป็น 1 ใน 25 มหาวิทยาลัยวิจัยดีเด่น จากโครงการเดอะเซ็นเตอร์ (The Center) มหาวิทยาลัยฟลอริดา เราพบข้อคิดสำคัญที่อาจเป็นแนวทางเพื่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะนำไปประยุกต์ เพื่อพัฒนามหาวิทยาลัยวิจัยให้เกิดขึ้นในประเทศไทยในเร็ววัน
ผู้บริหารเห็นคุณค่าการทำวิจัย ความมีชื่อเสียงและมีผลงานวิจัยเป็นที่ประจักษ์แก่คนทั่วโลกนั้น ส่วนหนึ่งมาจากผู้บริหารมหาวิทยาลัยรุ่นแล้วรุ่นเล่า ที่ผลักดันและกำหนดกลไกอย่างเป็นรูปธรรม วาดภาพให้บุคลากรเห็นว่า มหาวิทยาลัยจะมุ่งเน้นงานวิจัยในด้านใด ใครจะเข้ามามีส่วนร่วมบ้างอย่างไร ผู้เรียนจะถูกพัฒนาทักษะด้านใด เพื่อทำวิจัยอย่างมีคุณภาพ เป็นต้น
สร้างแรงจูงใจให้อาจารย์ทำวิจัย กำหนดมาตรการสร้างแรงจูงใจให้อาจารย์และบุคลการในมหาวิทยาลัยทำวิจัย เช่น ทำสัญญาจ้างงานชั่วคราวกับอาจารย์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ และศาสตราจารย์บางประเภท ถ้าไม่มีผลงานวิจัยและงานวิชาการตีพิมพ์อย่างต่อเนื่อง มหาวิทยาลัยมีสิทธิบอกเลิกสัญญา ทำให้คณาจารย์ทุกคณะต่างกระตือรือร้น ทำผลงานวิชาการกันอย่างจริงจัง
สร้างบุคลาการวิจัยผ่านการเรียนการสอน การเรียนการสอนในฮาร์วาร์ดนั้น ล้วนเป็นไปในทิศทางที่สอนให้นักศึกษารู้จักค้นคว้า ฝึกฝนทักษะการคิด การทำวิจัยในทุกวิชา และทุกระดับ โดยอาจารย์เน้นให้นักศึกษาที่ทำวิจัยมีผลงานวิจัยที่เป็นต้นแบบ เป็นนวัตกรรม หาหนทางวิธีการที่ดีที่สุด ที่นำพาให้ผู้เรียนรู้จักความจริง รวมถึงเปิดโอกาสให้นักศึกษาทำวิจัยเขียนงานวิชาการ ทำงานวิจัยร่วมกับผู้สอน
ร่วมมือเอกชน นำงานวิจัยสู่ภาคปฏิบัติ ฮาร์วาร์ดมีแนวทางในการต่อยอดงานวิจัย เพื่อแก้ปัญหา “งานวิจัยขึ้นหิ้ง” โดยการสร้างความร่วมมือกับบริษัทเอกชน เพื่อต่อยอดงานวิจัย สร้างนวัตกรรม และนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ โดยเฉพาะจุดเด่นของมหาวิทยาลัย เช่น การแพทย์และสาธารณสุข วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชีวภาพ การบริหารธุรกิจ การเมืองการปกครอง เป็นต้น
ตีพิมพ์งานวิจัย ขยายแนวคิดสู่ระดับนานาชาติ ฮาร์วาร์ดมีสำนักพิมพ์ และออกสื่อสิ่งพิมพ์เป็นของตนเองหลายฉบับ การเป็นเจ้าของสื่อนี้เอง ที่เป็นทั้งช่องทางในการขยายความคิด จับจองพื้นที่ ถ่ายทอดความรู้ออกสู่สังคม เพื่อให้บุคคลหลายอาชีพได้นำไปใช้ประโยชน์ต่อไป
| Professor Kriengsak Chareonwongsak |
นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเสริมที่สนับสนุนให้ฮาร์วาร์ด และมหาวิทยาลัยอีกหลายแห่งในสหรัฐอเมริกามีความตื่นตัว และพัฒนาตนเอง เพื่อเป็นมหาวิทยาลัยที่สามารถสร้างสรรค์ผลงานวิจัยที่ทั่วโลกยอมรับ นั้นคือ การสนับสนุนด้านต่าง ๆ จากรัฐบาลและภาคีอื่นในสังคม ไม่ว่าจะเป็น
กลไกด้านกฎหมาย ที่จูงใจให้เกิดการวิจัยระหว่างมหาวิทยาลัยและภาคธุรกิจเอกชน ที่เห็นชัดเจนคือ Bayh-Dole Act หรือ Patent and Trademark Law Amendments Act 1980 ซึ่งประกาศใช้ เมื่อปี ค.ศ.1980 และปรับปรุงอีกครั้งเมื่อปี ค.ศ.1984 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ส่งเสริมให้มหาวิทยาลัย เชื่อมโยงการวิจัยสู่การใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์มากขึ้น
กฎหมายฉบับนี้ ระบุให้ผู้วิจัยที่รับทุนวิจัยจากงบประมาณของรัฐ สามารถนำงานวิจัยไปจดสิทธิบัตร และขายสิทธิบัตรให้ภาคการผลิตได้ ส่งผลให้เกิดความตื่นตัวในการทำวิจัย และจดสิทธิบัตรของมหาวิทยาลัย รวมถึงการสร้างความร่วมมือด้านสิทธิประโยชน์ระหว่างภาควิชาการกับเอกชนมากขึ้น
กลไกด้านงบประมาณ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดได้รับการสนับสนุนทุนการวิจัยจากหลายภาคส่วน ทั้งรัฐบาลกลาง รัฐบาลท้องถิ่น มูลนิธิ บริษัท สถาบันวิจัย โรงพยาบาล รวมถึงหน่วยงานอื่นจากต่างประเทศ ฯลฯ
สิ่งที่น่าขบคิดคือ การสนับสนุนทุนวิจัยจากหน่วยงานต่าง ๆ ล้วนมีทิศทางการสนับสนุนในด้านที่มีประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ และการพัฒนาคุณภาพประชากร เช่น ด้านสาธารณสุข การแพทย์ และวิทยาศาสตร์ และยังได้สะท้อนให้เห็นถึงความความพยายามสร้างความร่วมมือ เพื่อสร้างความเข้มแข็งในงานวิจัยร่วมกัน
สะท้อนคิดสู่ประเทศไทย ผมเห็นว่า หากรัฐบาลเห็นคุณค่าการพัฒนาประเทศโดยอยู่บนฐานการวิจัย รัฐบาลควรมีวิสัยทัศน์ว่า จะจัดสรรงบประมาณเพื่อการวิจัย โดยพิจารณาจากจุดแกร่งของมหาวิทยาลัย และหน่วยงานที่มีศักยภาพ เพื่อการผลิตองค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์ในการพัฒนาประเทศ
รวมถึงแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อกระตุ้นภาคธุรกิจลงทุนด้านการวิจัยมากขึ้น สนับสนุนให้เกิดการวิจัยเชิงพาณิชย์ การให้ความสำคัญกับการจดสิทธิบัตร หรือเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการวิจัยและพัฒนาร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัยและภาคธุรกิจให้เกิดขึ้นจริงได้
ในส่วนของมหาวิทยาลัย ต้องขับเคลื่อนตนเอง เพื่อให้รองรับต่อการพัฒนาไปสู่การสร้างความเข้มแข็งด้านการวิจัย โดยเริ่มต้นจากผู้บริหารจะที่ให้ความสำคัญและการสนับสนุนอย่างจริงจัง มีการพัฒนาระบบการผลิตผลงานวิจัยของคณาอาจารย์และนักวิชาการในมหาวิทยาลัย รวมถึงลดการพึ่งพางบประมาณจากรัฐ โดยหันไปแสวงหาแหล่งทุนสนับสนุนงานวิจัยทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ พัฒนาศักยภาพตนเอง โดยพิจารณาจากจุดแกร่งของมหาวิทยาลัย เพื่อสร้างความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ให้เป็นที่ยอมรับในวงกว้าง
การวิจัยนับเป็นหัวใจของการพัฒนากำลังคน และการพัฒนาประเทศ ให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน การส่งเสริมให้ทุกภาค โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยที่เป็นสถาบันที่มีศักยภาพ ทั้งทางด้านองค์ความรู้และบุคลากร ให้เห็นคุณค่าการพัฒนาระบบวิจัย สอดคล้องกับความต้องการของสังคม และการพัฒนาประเทศจึงเป็นเรื่องที่ควรให้ความสำคัญและได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง
บทความ ของ ศาสตราจารย์ ดร. เกรียงศักดิ์ เจริญวงศักดิ์ (Profressor Kriengsak Chareonwongsak, Senior Fellow at Harvard University's Center of Business and Government and an Associate) credit by www.kriengsak.com
Thursday, September 8, 2011
สร้างเมืองด้วยปัญญา
แนวทาง คอนเซ็พ ความคิด ไอเดีย ของ ศาสตราจารย์ ดร. เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ (Professor Kriengsak Chareonwongsak) หรือ
รู้จักในนาม ดร.แดน แคนดู (Dr. Dan Can Do) ผู้สมัคร เลือกตั้ง ผู้ว่า กรุงเทพมหานคร หมายเลข 2
Wednesday, August 10, 2011
Sunday, August 7, 2011
professor kriengsak chareonwongsak talking about our social
บทสัมภาษณ์จาก ศาสตราจารย์ ดร. เกรียงศักดิ์ เจริญวงศักดิ์ (Profressor Kriengsak Chareonwongsak, Senior Fellow at Harvard University's Center of Business and Government and an Associate)
Saturday, August 6, 2011
บทสัมภาษณ์จาก ศาสตราจารย์ ดร. เกรียงศักดิ์ เจริญวงศักดิ์
บทสัมภาษณ์จาก ศาสตราจารย์ ดร. เกรียงศักดิ์ เจริญวงศักดิ์ (Profressor Kriengsak Chareonwongsak, Senior Fellow at Harvard University's Center of Business and Government and an Associate)
Thursday, November 26, 2009
Professor Kriengsak Chareonwongsak Critical Thinking
4. การคิดเชิงวิพากษ์
หมายถึง ความตั้งใจพิจารณาตัดสินเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยไม่เห็นคล้อยตามข้อเสนอ ไม่ด่วนสรุปการเห็นคล้อยตาม เป็นการตั้งคำถามท้าท้ายหรือโต้แย้งสมมุติฐานที่อยู่เบื้องหลัง พยายามเปิดกว้างทางความคิดออกสู่ความแตกต่างในด้านต่าง ๆมากขึ้นให้ได้ประโยชน์มากกว่าเดิม หลักการคิดเชิงวิพากษ์ได้แก่
หลักที่ 1 ให้สงสัยไว้ก่อน................อย่าเพิ่งเชื่อ
หลักที่ 2 เผื่อใจไว้...............อาจจะจริงหรืออาจจะไม่จริงก็ได้
หลักที่ 3 เป็นพยานฝ่ายมาร............ตั้งคำถามซักค้าน
5. การคิดเชิงบูรณาการ
ผู้บริหารต้องคิดแก้ปัญหาในเชิงบูรณาการ ผู้บริหารต้องคิดไม่แยกส่วน ต้องคิดแบบแกนหลักได้อย่างเหมาะสม ครบถ้วนทุกมุมมอง ไม่แยกส่วนในการแก้ปัญหา หลักการคิดเชิงบูรณาการได้แก่
1. ตั้ง “แกนหลัก”
2. หาความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับแกนหลัก
3. วิพากษ์เพื่อให้เกิดการบูรณาการครบถ้วน
จากบทความ
การคิดแบบนักบริหาร
บรรยายโดย : ศาสตราจารย์ ดร. เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์
ผู้อำนวยการสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา
หมายถึง ความตั้งใจพิจารณาตัดสินเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยไม่เห็นคล้อยตามข้อเสนอ ไม่ด่วนสรุปการเห็นคล้อยตาม เป็นการตั้งคำถามท้าท้ายหรือโต้แย้งสมมุติฐานที่อยู่เบื้องหลัง พยายามเปิดกว้างทางความคิดออกสู่ความแตกต่างในด้านต่าง ๆมากขึ้นให้ได้ประโยชน์มากกว่าเดิม หลักการคิดเชิงวิพากษ์ได้แก่
หลักที่ 1 ให้สงสัยไว้ก่อน................อย่าเพิ่งเชื่อ
หลักที่ 2 เผื่อใจไว้...............อาจจะจริงหรืออาจจะไม่จริงก็ได้
หลักที่ 3 เป็นพยานฝ่ายมาร............ตั้งคำถามซักค้าน
5. การคิดเชิงบูรณาการ
ผู้บริหารต้องคิดแก้ปัญหาในเชิงบูรณาการ ผู้บริหารต้องคิดไม่แยกส่วน ต้องคิดแบบแกนหลักได้อย่างเหมาะสม ครบถ้วนทุกมุมมอง ไม่แยกส่วนในการแก้ปัญหา หลักการคิดเชิงบูรณาการได้แก่
1. ตั้ง “แกนหลัก”
2. หาความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับแกนหลัก
3. วิพากษ์เพื่อให้เกิดการบูรณาการครบถ้วน
จากบทความ
การคิดแบบนักบริหาร
บรรยายโดย : ศาสตราจารย์ ดร. เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์
ผู้อำนวยการสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา
professor kriengsak chareonwongsak Creative Thinking
3. การคิดเชิงสร้างสรรค์
ผู้บริหารมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการคิดเชิงสร้างสรรค์ โจทย์ไม่เหมือนเดิม คำตอบไม่เหมือนเดิม วิธีตอบคำถามคือไม่เหมือนเดิม จึงมีความแปลกใหม่ ต้องการนวัตกรรมในการตอบคำถาม ในการบริหารงานต่าง ๆถูกบังคับให้เราต้องเอาชนะสิ่งต่าง ๆด้วยวิธีการใหม่ ๆการคิดเชิงสร้างสรรค์ไปสู่ความคิดใหม่ ๆ ที่ไม่เคยมีมาก่อนสามารถทำให้เราค้นหาคำตอบที่ดีที่สุด และอีกอย่างการคิดเชิงสร้างสรรค์เป็นการฝ่าวงล้อมในการคิดเล็ก ๆ หรือการแวกม่านความคิดต่าง ๆออกไปเพื่อค้นพบในการแก้ปัญหาใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน ใครคิดก่อนได้เปรียบ หลักการคิดสร้างสรรค์ได้แก่
1. ฝึกถามคำถามที่กระตุ้นให้เกิดความคิดใหม่ ๆ
2. อย่าละทิ้งความคิดใด ๆจนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่าไร้ประโยชน์
3. การพัฒนาเทคนิคช่วยคิดสร้างสรรค์
วงการโฆษณามักจะใช้ขอบเขตทั้ง 3 ข้อดังกล่าว
จากบทความ
การคิดแบบนักบริหาร
บรรยายโดย : ศาสตราจารย์ ดร. เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์
ผู้อำนวยการสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา
ผู้บริหารมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการคิดเชิงสร้างสรรค์ โจทย์ไม่เหมือนเดิม คำตอบไม่เหมือนเดิม วิธีตอบคำถามคือไม่เหมือนเดิม จึงมีความแปลกใหม่ ต้องการนวัตกรรมในการตอบคำถาม ในการบริหารงานต่าง ๆถูกบังคับให้เราต้องเอาชนะสิ่งต่าง ๆด้วยวิธีการใหม่ ๆการคิดเชิงสร้างสรรค์ไปสู่ความคิดใหม่ ๆ ที่ไม่เคยมีมาก่อนสามารถทำให้เราค้นหาคำตอบที่ดีที่สุด และอีกอย่างการคิดเชิงสร้างสรรค์เป็นการฝ่าวงล้อมในการคิดเล็ก ๆ หรือการแวกม่านความคิดต่าง ๆออกไปเพื่อค้นพบในการแก้ปัญหาใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน ใครคิดก่อนได้เปรียบ หลักการคิดสร้างสรรค์ได้แก่
1. ฝึกถามคำถามที่กระตุ้นให้เกิดความคิดใหม่ ๆ
2. อย่าละทิ้งความคิดใด ๆจนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่าไร้ประโยชน์
3. การพัฒนาเทคนิคช่วยคิดสร้างสรรค์
วงการโฆษณามักจะใช้ขอบเขตทั้ง 3 ข้อดังกล่าว
จากบทความ
การคิดแบบนักบริหาร
บรรยายโดย : ศาสตราจารย์ ดร. เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์
ผู้อำนวยการสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา
Wednesday, November 18, 2009
professor kriengsak chareonwongsak Futuristic Thinking
การคิดเชิงอนาคต
มีประโยชน์มากและจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นการคาดการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นอย่างมีหลักเกณฑ์ที่เหมาะสม การคิดเชิงอนาคตมีหลายวิธี แต่ใช้วิธีที่เหมาะสมและประกอบด้วย 6 หลักดังนี้คือ
หลักการมองอย่างองค์รวม (Holistic Approach) ต้องมองทุกด้านที่เกี่ยวข้องกัน
หลักความต่อเนื่อง (Continuity) การคาดการณ์ในอนาคตต้องคาดการณ์อย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกิดความสัมพันธ์กัน
หลักความสัมพันธ์เชิงเหตุผล(Causal Relationship) การคิดเชิงอนาคตไม่ใช่เป็นการคิดแบบเดาสุ่ม แต่เป็นหลักของความคิดแบบมีความสัมพันธ์อย่างมีเหตุผลได้
หลักการอุปมา(Analogy) โดยยึดหลักว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่าง ๆในโลกนี้ล้วนมีแบบแผน ล้วนดำเนินไปอย่างมีระบบ เหตุการณ์ใดที่เกิดขึ้นก็มักจะเกิดเหตุการณ์อื่นตามมาด้วย
หลักการจินตนาการ(Imagination) การใช้จินตนาการเป็นการที่ทำให้การวาดภาพได้ในอนาคตเป็นการท้าท้าย การจะใช้หลักจินตนาการเราต้องใช้หลักเหตุผล เพื่อที่จะให้การจินตนาการไม่ไร้หลักการ
หลักดุลยภาพ (Equilibrium) เป็นหลักการที่บอกว่าในโลกแห่งความเป็นจริง ต้องปรับเข้าหาส่วนดีเสมอ หากมีการเสียสมดุลย์เกิดขึ้นระบบก็จะพยายามปรับให้เกิดความสมดุลย์แก่ตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นความสมดุลย์ทางด้านเศรษฐกิจ ความสมดุลย์ในร่างกายของเราเอง
จากบทความ
การคิดแบบนักบริหาร
บรรยายโดย : ศาสตราจารย์ ดร. เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์
ผู้อำนวยการสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา
มีประโยชน์มากและจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นการคาดการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นอย่างมีหลักเกณฑ์ที่เหมาะสม การคิดเชิงอนาคตมีหลายวิธี แต่ใช้วิธีที่เหมาะสมและประกอบด้วย 6 หลักดังนี้คือ
หลักการมองอย่างองค์รวม (Holistic Approach) ต้องมองทุกด้านที่เกี่ยวข้องกัน
หลักความต่อเนื่อง (Continuity) การคาดการณ์ในอนาคตต้องคาดการณ์อย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกิดความสัมพันธ์กัน
หลักความสัมพันธ์เชิงเหตุผล(Causal Relationship) การคิดเชิงอนาคตไม่ใช่เป็นการคิดแบบเดาสุ่ม แต่เป็นหลักของความคิดแบบมีความสัมพันธ์อย่างมีเหตุผลได้
หลักการอุปมา(Analogy) โดยยึดหลักว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่าง ๆในโลกนี้ล้วนมีแบบแผน ล้วนดำเนินไปอย่างมีระบบ เหตุการณ์ใดที่เกิดขึ้นก็มักจะเกิดเหตุการณ์อื่นตามมาด้วย
หลักการจินตนาการ(Imagination) การใช้จินตนาการเป็นการที่ทำให้การวาดภาพได้ในอนาคตเป็นการท้าท้าย การจะใช้หลักจินตนาการเราต้องใช้หลักเหตุผล เพื่อที่จะให้การจินตนาการไม่ไร้หลักการ
หลักดุลยภาพ (Equilibrium) เป็นหลักการที่บอกว่าในโลกแห่งความเป็นจริง ต้องปรับเข้าหาส่วนดีเสมอ หากมีการเสียสมดุลย์เกิดขึ้นระบบก็จะพยายามปรับให้เกิดความสมดุลย์แก่ตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นความสมดุลย์ทางด้านเศรษฐกิจ ความสมดุลย์ในร่างกายของเราเอง
จากบทความ
การคิดแบบนักบริหาร
บรรยายโดย : ศาสตราจารย์ ดร. เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์
ผู้อำนวยการสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา
Sunday, November 15, 2009
ความคิดคืออะไร
ความคิดคืออะไร
ความคิดเป็นผลจากการทำงานของสมองในการก่อรูป (Formulate) บางสิ่งบางอย่างขึ้นในมโนคติ (mind) ผ่านการทำงานของระบบการรับรู้ทางจิต (cognitive system) โดยในส่วนของความคิดจะทำหน้าที่แยกแยะการกระทำและความรู้สึกผ่านกระบวนการทางความคิดอันจะนำไปสู่พฤติกรรมที่ตอบสนองสถานการณ์นั้น การคิดเป็นเรี่องที่สำคัญ การคิดไม่เหมือนกัน การคิดแบบจินตนาการ การคิดหวนรำลึกถึง การคิดใช้เหตุผล และการคิดแก้ปัญหา
จากบทความ
การคิดแบบนักบริหาร
บรรยายโดย : ศาสตราจารย์ ดร. เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์
ผู้อำนวยการสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา
ความคิดเป็นผลจากการทำงานของสมองในการก่อรูป (Formulate) บางสิ่งบางอย่างขึ้นในมโนคติ (mind) ผ่านการทำงานของระบบการรับรู้ทางจิต (cognitive system) โดยในส่วนของความคิดจะทำหน้าที่แยกแยะการกระทำและความรู้สึกผ่านกระบวนการทางความคิดอันจะนำไปสู่พฤติกรรมที่ตอบสนองสถานการณ์นั้น การคิดเป็นเรี่องที่สำคัญ การคิดไม่เหมือนกัน การคิดแบบจินตนาการ การคิดหวนรำลึกถึง การคิดใช้เหตุผล และการคิดแก้ปัญหา
| article from professor Kriengsak Chareonwongsak |
จากบทความ
การคิดแบบนักบริหาร
บรรยายโดย : ศาสตราจารย์ ดร. เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์
ผู้อำนวยการสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา
Subscribe to:
Posts (Atom)

