Showing posts with label kriengsak charownowngsak. Show all posts
Showing posts with label kriengsak charownowngsak. Show all posts

Wednesday, January 25, 2012

ค่าจ้างขั้นต่ำ


ค่าจ้างขั้นต่ำ 250 บาท ทั่วประเทศ!!

                
      ที่มาของภาพ  http://hilight.kapook.com/img_cms2/sport/100_14.jpg
         เมื่อเร็วๆ นี้คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ออกมาแสดงความเห็นด้วยกับแนวคิดนายกรัฐมนตรี ที่ต้องการปรับค่าแรงขั้นต่ำขึ้นเป็น 250 บาทต่อวัน อัตราเดียวกันทั่วประเทศ ซึ่งทำให้เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นในการถกเถียง อย่างกว้างขวางในสื่อต่างๆ ขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง โดยแรงงานส่วนใหญ่แสดงความเห็นด้วยกับการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ เนื่องจากตนเองได้รับประโยชน์ ขณะที่นักวิชาการและนักธุรกิจส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย เนื่องจากเห็นว่ามีผลกระทบต่อธุรกิจและเศรษฐกิจของประเทศมากกว่า ซึ่งเป็นอาการที่คาดเดาได้แทบจะทุกครั้งที่มีการประกาศขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ
สำหรับการโยนหินถามทางของนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ มีประเด็นที่ผมคิดว่าน่าสนใจที่จะหยิบยกขึ้นมาพูดคุยกันดังนี้
ควรขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 250 บาทหรือไม่?
ในความเห็นส่วนตัว ผมค่อนข้างเห็นด้วยกับการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ เพื่อให้แรงงานมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เนื่องจากปัจจุบัน แรงงานที่ได้รับค่าแรงขั้นต่ำยังมีภาวะความเป็นอยู่ที่ยากลำบาก โดยแรงงานไร้ฝีมือในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล 6 จังหวัดได้รับค่าจ้างขั้นต่ำอยู่ที่ 206 บาทต่อวันใน ขณะที่จังหวัดอื่นได้รับค่าจ้างลดหลั่นกันลงไปถึงกระนั้น การขึ้นค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำมีปัจจัยและเงื่อนไขที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การพิจารณาด้วยหลักการทางเศรษฐศาสตร์ กล่าวคือ แรงงานควรได้รับค่าจ้างเท่ากับผลผลิตส่วนเพิ่มที่แรงงานผลิตได้ (หรือผลิตภาพของแรงงาน) หรือหมายความว่า แรงงานควรได้รับค่าจ้างเพิ่มขึ้น หากสามารถผลิตได้เพิ่มขึ้น
สำหรับข้อเสนอการเพิ่ม ค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 250 บาทต่อวันมีความเหมาะสมหรือไม่นั้น จึงควรพิจารณาว่าเป็นระดับค่าจ้างที่สอดคล้องกับการเพิ่มขึ้นของผลิตภาพของ แรงงานหรือไม่ หากแรงงานในระบบมีผลิตภาพเพิ่มขึ้นเหมาะสมกับค่าจ้าง 250 บาทต่อวัน รัฐบาลก็ควรขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำตามข้อเสนอนี้ แต่หากผลิตภาพของแรงงานต่ำกว่า ค่าจ้างขั้นต่ำก็ไม่ควรจะเพิ่มขึ้นถึง 250 บาทต่อวัน เพราะการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำมากกว่าการเพิ่มขึ้นของผลิตภาพแรงงานในช่วงเวลา หนึ่งๆ นั้น เป็นการเพิ่มภาระให้แก่ผู้ผลิต โดยทำให้ต้นทุนแรงงานเพิ่มขึ้น โดยผลผลิตไม่เพิ่มขึ้นมากนัก ผู้ผลิตอาจหันไปลงทุนในเทคโนโลยีมากขึ้น หรืออาจหันไปใช้แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายที่มีราคาถูกกว่า ซึ่งทำให้แรงงานไทยมีการว่างงานเพิ่มขึ้น
อย่างไร ก็ดี ในกรณีที่ผู้สนับสนุนการเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 250 บาทต่อวันทันที โดยให้เหตุผลว่าในรอบหลายปีที่ผ่านมา ค่าจ้างขั้นต่ำเพิ่มขึ้นช้ากว่าการเพิ่มขึ้นของผลิตภาพแรงงานถึงประมาณ 4 เท่านั้น ผมเห็นว่าการเพิ่มขึ้นของค่าจ้างอย่างรวดเร็วเกินไป อาจทำให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อตามมา เนื่องจากระดับราคาสินค้าสูงขึ้นจากการที่แรงงานมีราคาแพงขึ้น และที่สำคัญยังอาจทำให้แรงงานที่มีอยู่ขาดแรงจูงใจในการพัฒนาความรู้ความ สามารถเพื่อที่จะมีรายได้ที่เพิ่มขึ้นอีกด้วย เนื่องจากไม่ต้องทำอะไร ก็ได้ค่าจ้างเพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ การกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำควรพิจารณาถึงภาวะของตลาดแรงงานด้วย เพราะค่าจ้างขั้นต่ำที่ไม่สอดคล้องกับระดับค่าจ้างที่เป็นไปตามกลไกตลาดนั้น จะไม่มีประสิทธิภาพในการบังคับใช้ หรือหากภาครัฐสามารถบังคับให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างตามค่าแรงขั้นต่ำได้จริง แต่ค่าจ้างขั้นต่ำกลับสูงกว่าอัตราค่าจ้างในท้องตลาด จะเป็นการผลักดันให้นายจ้างต้องลดการจ้างงานในระบบลง ซึ่งทำให้เกิดปัญหาการว่างงานมากขึ้น หรือทำให้แรงงานต้องออกไปอยู่นอกระบบมากขึ้น
ควรกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำอัตราเดียวกันทั่วประเทศหรือไม่?
ประเด็น นี้ผมเห็นว่าไม่มีความจำเป็น เนื่องจากผลิตภาพของแรงงานและความต้องการแรงงานในแต่ละพื้นที่ไม่เท่ากัน การกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำเท่ากันทุกจังหวัดจึงไม่สอดคล้องกับต้นทุนการครองชีพ ของแรงงานในแต่ละพื้นที่ ซึ่งอาจทำให้การลงทุนภาคอุตสาหกรรมกระจุกตัวอยู่ใน กทม.และปริมณฑลมากขึ้น ไม่เกิดการกระจายตัวของการลงทุนไปยังต่างจังหวัด และทำให้เกิดการขาดแคลนแรงงานใน กทม. แต่แรงงานในต่างจังหวัดกลับมีจำนวนแรงงานมากเกินความต้องการ ซึ่งจะทำให้เกิดการอพยพของแรงงานเข้ามาทำงานใน กทม. มากขึ้นไปอีก
แม้ ว่าผู้สนับสนุนการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเท่ากันทั่วประเทศได้ให้เหตุผลว่า ค่าครองชีพในต่างจังหวัดสูงกว่าในกรุงเทพฯและปริมณฑล โดยอ้างถึงค่าใช้จ่ายในการเดินทางและราคาสินค้า เพราะสินค้าส่วนใหญ่ผลิตจากกรุงเทพฯและปริมณฑลแล้วขนส่งไปยังต่างจังหวัด แม้เหตุผลนี้อาจเป็นจริงก็ตาม แต่ผมเห็นว่า  ค่าใช้จ่ายของแรงงานแต่ละคนยังมีค่าใช้จ่ายด้านที่พักอาศัย ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่มีสัดส่วนสูง และเป็นต้นทุนการครองชีพที่สูงมากสำหรับแรงงานในเมือง เมื่อเทียบกับค่าเช่าบ้านในต่างจังหวัดที่ค่อนข้างต่ำ และถึงแม้ว่าค่าใช้จ่ายในการเดินทางในต่างจังหวัดจะสูงกว่าใน กทม. แต่อาจถูกชดเชยโดยการไม่เสียค่าที่พัก เพราะแรงงานสามารถพักอาศัยที่บ้านของตนเองได้ นอกจากนี้แรงงานในต่างจังหวัดยังมีโอกาสลดต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านอื่นๆ ได้อีก เช่น การหาอาหารได้จากแหล่งอาหารตามธรรมชาติ เป็นต้น

สำหรับ ผมแล้ว ผมเคยนำเสนอแนวคิดของผมเกี่ยวกับระบบการพิจารณาค่าจ้างขั้นต่ำไว้ในบทความ เรื่อง “กำหนดค่าจ้างขั้นต่ำอย่างไร..จึงจะเกิดประโยชน์สูงสุด?” เผยแพร่ในเว็บไซต์ของผม เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2548ซึ่งโดยสรุปแล้ว ผมคิดว่าสิ่งที่ภาครัฐควรทำในเรื่องนี้ คือ
พัฒนาเครื่องมือในการวิเคราะห์ผลกระทบจากการปรับโครงสร้างค่าจ้างแรงงานโดย เฉพาะการจัดทำแบบจำลองเศรษฐกิจ (Economic model) เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจต่างๆ โดยมีการคำนึงถึงประเด็นเรื่องผลิตภาพของแรงงานอย่างเหมาะสม ซึ่งจะทำให้สามารถประเมินผลดี-ผลเสียของการปรับอัตราค่าจ้าง และทำให้กระบวนการกำหนดอัตราค่าจ้างมีผลการศึกษาวิเคราะห์รองรับและมีความ เป็นวิทยาศาสตร์ ไม่ต้องใช้ดุลพินิจหรืออำนาจต่อรองของภาคีต่าง ๆ แต่เกิดจากการคำนวณบนฐานทฤษฎีเศรษฐศาสตร์และข้อมูลจริงทางเศรษฐกิจ ซึ่งวิธีนี้จะช่วยลดความสงสัยของสังคม รวมทั้งความขัดแย้งระหว่างนายจ้างและลูกจ้างได้อีกด้วย
กำหนดค่าจ้างขั้นต่ำรายอำเภอและรายอุตสาหกรรมตาม ที่ได้อธิบายเหตุผลไปข้างต้นว่าไม่ควรกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำเท่ากันทุกพื้นที่ และทุกอุตสาหกรรม ยิ่งกว่านั้นผมคิดว่าควรให้เจาะจงในรายพื้นที่ ซึ่งหากมีการพิจารณาข้อมูลเศรษฐกิจลงรายละเอียดมากกว่ารายจังหวัด โดยอาจแยกย่อยเป็นรายอำเภอได้จะยิ่งดี เนื่องจากแต่ละพื้นที่ในประเทศหรือแม้แต่ในจังหวัดเดียวกันอาจมีค่าครองชีพ แตกต่างกัน การพิจารณาข้อมูลลงลึกรายอำเภอจะสะท้อนต้นทุนแรงงานที่แท้จริงได้ดีกว่า

โดย สรุปแล้วการประกาศขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำของรัฐในลักษณะนี้จะเป็นประเด็นถกเถียง และอภิปรายเรื่อยไปในทุกครั้ง หากยังคงระบบและวิธีการแบบเดิมเอาไว้ ซึ่งอาจเป็นวิธีการที่ “ง่าย”กว่าการแก้ไข ซึ่งต้องลงแรง อีกทั้งยัง “ได้คะแนนเสียง”จากประชาชน (แม้ว่าค่าจ้างจะขึ้นจริงหรือไม่ก็ตาม)
ผมหวังว่าผมจะได้เห็นการช่วยเหลือประชาชนที่แท้จริงจากภาครัฐมากกว่าการให้ความหวังแก่ประชาชนไปวันๆ เท่านั้น


ได้รับการตีพิมพ์จากหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจคอลัมน์:ทรรศนะวิจารณ์ วันอังคารที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2553

Tuesday, September 27, 2011

สามลักษณะเด่น งบประมาณปี 2549

งบประมาณปี 2549 กับสามลักษณะเด่น

ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์  รองประธานกรรมาธิการ การพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร กรรมการบริหาร และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์  กรุงเทพธุรกิจ วันจันทร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2548

การจัดทำร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2549 กำหนดวงเงิน 1.36 ล้านล้านบาท และเป็นนโยบายงบประมาณ แบบสมดุลต่อเนื่องจากปีงบประมาณ 2548

แต่กระนั้นการจัดสรรงบประมาณปี 49 เป็นงบเสี่ยง ซึ่งอาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจ และความเป็นอยู่ของประชาชน ดังนี้

1.งบนักฝัน เนื่องจากการที่รัฐบาลมีความเสี่ยงจะจัดเก็บรายได้ไม่ถึงเป้าตามที่ฝัน ด้วยเหตุผล 2 ประการ คือ ประการแรก การขยายตัวทางเศรษฐกิจปี 2548 จะขยายตัวไม่ถึง 4.5-5.5% ตามในเอกสารงบประมาณโดยสังเขป แต่จากการวิเคราะห์พบว่า เศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวเพียง 4% เนื่องจากสมมติฐานในการจัดทำงบประมาณปี 2549 ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

Professor Kriengsak Chareonwongsak
สมมติฐานแรก ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยตลอดปี 2548 อยู่ที่ 44 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งไม่ตรงกับความจริง เพราะราคาน้ำมันดูไบเฉลี่ย 5 เดือนแรกอยู่ที่ 43.2 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 50-55 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลแล้ว ในขณะที่ครึ่งปีหลังความต้องการใช้น้ำมันมากขึ้น ทำให้ราคาน้ำมันในช่วงปลายปีจะสูงสุดในรอบปี ราคาน้ำมันดูไบเฉลี่ยทั้งปีจึงน่าจะสูงกว่า 50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

สมมติฐานที่สอง การส่งออกขยายตัว 18% เป็นไปได้ยาก เพราะ 4 เดือนแรกของปี 2548 มูลค่าการส่งออกเบื้องต้นขยายตัวเพียง 10.9% หากจะผลักดันการส่งออกตลอดปีนี้ให้ขยายตัว 18% การส่งออกในอีก 8 เดือนที่เหลือจะต้องเพิ่มขึ้นถึง 27.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

สมมติฐานที่สาม นักท่องเที่ยวปี 2548 จะเพิ่มขึ้นเป็น 12.57 ล้านคน นับว่าเป็นไปได้ยาก เพราะนักท่องเที่ยวเข้าไทยใน 2 ไตรมาสแรก คาดว่ามีเพียง 5.29 ล้านคน

สองไตรมาสสุดท้ายของปี 2548 จะต้องมีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นถึง 18.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นอัตราที่สูงมากเมื่อเทียบกับการขยายตัวของนักท่องเที่ยวในครึ่งหลังของปี 2547 และ 2546 ที่ขยายตัวเพียง 7.5% และ 4.2% ตามลำดับ

สมมติฐานสุดท้าย การเร่งเบิกจ่ายงบเพิ่มเติมปี 2548 และงบปี 2546-2547 ที่ยังค้างอยู่ไม่น้อยกว่า 80% เป็นไปได้ค่อนข้างยาก เพราะงบส่วนใหญ่เป็นงบลงทุน และการเบิกจ่ายงบลงทุนในปีงบประมาณ 2548 ณ ปัจจุบัน มีการเบิกจ่ายเพียง 48.9% เท่านั้น ทั้งๆ ที่ผ่านมาแล้วเก้าเดือน

ประการที่สอง สัดส่วนรายรับรัฐบาลต่อ GDP จะลดลงจาก 17.3% เหลือเพียง 17% เนื่องจากการจัดเก็บรายได้ของปี 2549 จะได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจในปี 2548 โดยเฉพาะภาษีที่จัดเก็บจากธุรกิจและประชาชนในปี 2549 จะคิดจากผลกำไรของธุรกิจและรายได้ของประชาชนในปี 2548

ดังนั้นหากเศรษฐกิจปีนี้ขยายตัว 4% และปีหน้าขยายตัว 6% สัดส่วนการจัดเก็บรายได้ของปีงบประมาณ 2549 อยู่ที่ 17% ต่อจีดีพี การจัดเก็บรายได้จะต่ำกว่าเป้าหมาย 1.36 ล้านล้านบาท ถึง 9.29 หมื่นล้านบาท ซึ่งหมายความว่าประชาชนจะต้องแบกรับภาระการเรียกเก็บภาษีมากขึ้น

2.งบนักซ่อน การจัดทำงบประมาณปี 2549 ในภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัว แต่รัฐบาลมีความต้องการใช้เงินลงทุนจำนวนมาก และต้องการจัดงบประมาณแบบสมดุล นำพาความเสี่ยงในการก่อหนี้สาธารณะ และภาระผูกพันมากขึ้น เพราะรัฐบาลพัฒนาวิธีการซ่อนหนี้ และภาระผูกพันมากขึ้น

การให้ธนาคารรัฐปล่อยกู้ตามนโยบายรัฐ การแปรรูปรัฐวิสาหกิจเพื่อโยกหนี้รัฐวิสาหกิจออกจากบัญชีหนี้สาธารณะ การจัดตั้ง SPV เพื่อกู้เงินจากเอกชน โดยไม่ปรากฏเป็นหนี้สาธารณะ รวมทั้งการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ที่ไม่คุ้มค่า ทำให้รัฐต้องอุดหนุนในระยะยาว ซึ่งการระดมทุนด้วยวิธีการเหล่านี้จะเป็นภาระต่องบประมาณในอนาคตรวมกันอย่างน้อย 546,944 ล้านบาท และอาจกลายเป็นหนี้สาธารณะจำนวนมากในอนาคต หากเศรษฐกิจถดถอย

3.งบ Turn Key ในเอกสารงบประมาณระบุถึง งบประมาณของโครงการลงทุนขนาดใหญ่ 9.46 หมื่นล้านบาท โดยหลายโครงการจะเริ่มต้นก่อสร้างในปีงบประมาณ 2549

การที่รัฐบาลต้องการเร่งผลักดังโครงการโดยที่ยังไม่มีแผนระดมทุนชัดเจน โดยที่ยังไม่มีการศึกษาและออกแบบโครงการ จึงมีความเป็นไปได้สูงที่รัฐบาลจะนำการจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีการเหมาแบบเบ็ดเสร็จ หรือ Turn Key มาใช้ เพราะวิธีนี้มีข้อดี คือ การก่อสร้างได้เร็ว เพราะใช้วิธีออกแบบไปพร้อมกับการก่อสร้าง และผู้รับเหมาจะเป็นผู้รับผิดชอบในการระดมทุนเอง

แต่ข้อเสียของวิธีการนี้ คือ การออกแบบไปพร้อมๆ กับการก่อสร้าง จะทำให้การควบคุมและตรวจสอบงานทำได้ยาก และจะมีผู้รับเหมาน้อยรายที่จะมีคุณสมบัติตามข้อกำหนดให้มีสิทธิเข้าแข่งขันในการประกวดราคา และอาจเกิดการรวบรัดขั้นตอนดำเนินงาน
บทความ ของ ศาสตราจารย์ ดร. เกรียงศักดิ์ เจริญวงศักดิ์ (Profressor Kriengsak Chareonwongsak, Senior Fellow at Harvard University's Center of Business and Government and an Associate) credit by www.kriengsak.com

การเปิด FTA กับนิวซีแลนด์ ไทยได้อะไร

ไทยได้อะไรจากการเปิด FTA กับนิวซีแลนด์


ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์  กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 09 มิถุนายน พ.ศ. 2548

นิวซีแลนด์เป็นหนึ่งในประเทศคู่เจรจาเขตการค้าเสรี (FTA) ของไทย ซึ่งเมื่อวันที่ 19 เม.ย.2548 นายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และนางเฮเลน คลาร์ก นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ ได้ร่วมลงนามในข้อตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-นิวซีแลนด์ จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ก.ค.นี้

โดยข้อตกลงครอบคลุม 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1.เปิดเสรีการค้าด้านสินค้า 2.เปิดเสรีการค้าบริการและลงทุน และ 3.ความร่วมมือด้านการค้า

การจัดทำเขตการค้าเสรีไทย-นิวซีแลนด์ ทำให้ได้รับประโยชน์ด้านการลดภาษีนำเข้า ยังช่วยให้เกิดแรงผลักดันในการยกมาตรฐานด้านสุขอนามัยของสินค้าส่งออกของไทยไปสู่นิวซีแลนด์มากขึ้น และไทยยังอาจได้รับประโยชน์จากความร่วมมือพัฒนาด้านปศุสัตว์ ซึ่งเป็นสาขาที่นิวซีแลนด์มีศักยภาพทางการผลิต ทั้งยังเป็นโอกาสร่วมลงทุนเพื่อส่งออกไปยังประเทศที่ 3

แต่ผลกระทบตรงข้าม ทำให้ไทยต้องเปิดตลาดสินค้าเกษตรบางรายการ ซึ่งนิวซีแลนด์มีศักยภาพในการผลิตสูง และเป็นรายการที่อ่อนไหวของไทย โดยเฉพาะเนื้อวัว นม และผลิตภัณฑ์นม ทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคและโคนมต้องเผชิญการแข่งขันกับคู่แข่งที่มีศักยภาพสูง ซึ่งในอนาคตไทยต้องแข่งขันกับออสเตรเลีย

ประโยชน์ที่จะได้รับจากการจัดทำเขตการค้าเสรีไทย-นิวซีแลนด์โดยเปรียบเทียบ ไทยอาจจะได้รับไม่มากนัก และน้อยกว่าประโยชน์ที่นิวซีแลนด์จะได้รับจากไทย ดังนี้

ขนาดการค้าและลงทุนระหว่างไทยและนิวซีแลนด์มีมูลค่าไม่มาก ข้อมูลการค้าระหว่างประเทศ พบว่า มูลค่าการค้าไทยกับนิวซีแลนด์ในปี 2547 มีระดับต่ำมาก โดยส่งออกจากไทยไปนิวซีแลนด์มีมูลค่า 0.34% ของส่งออกรวมของไทย และนำเข้าจากนิวซีแลนด์มีมูลค่า 0.25% ของนำเข้ารวม ในขณะที่ส่งออกจากนิวซีแลนด์มายังไทยมีมูลค่า 1.26% ของส่งออกรวม และนำเข้าจากไทยมีมูลค่า 1.59% ของนำเข้ารวม

ในการลงทุนระหว่างประเทศ ตามข้อมูลของบีโอไอ นิวซีแลนด์ลงทุนในไทยเป็นลำดับที่ 43 ตั้งแต่ 2538-2546 มีมูลค่า 25.5 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 0.03% ของมูลค่าลงทุนจากต่างประเทศในไทย โดยเป็นการลงทุนในไทยมากที่สุดปี 2542 มูลค่า 8.3 ล้านเหรียญ ซึ่งลงทุนในธุรกิจเฟอร์นิเจอร์และธุรกิจเกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ

ไทยมีประชากร 65 ล้านคน มากกว่านิวซีแลนด์ที่มีประชากร 4 ล้านคน เมื่อพิจารณาในแง่ของประชากร การเปิดเสรีการค้ากับประเทศที่มีประชากรน้อยกว่า เช่น นิวซีแลนด์ จะทำให้ไทยได้รับประโยชน์จากการขยายตลาดส่งออกน้อยกว่า ส่วนนิวซีแลนด์จะได้รับประโยชน์จากไทย ซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่กว่า

ไทยต้องลดอัตราภาษีโดยเฉลี่ยมากกว่าที่นิวซีแลนด์ลดภาษีให้ ข้อมูลในปี 2542 ก่อนเจรจาเขตการค้าเสรีไทยกับนิวซีแลนด์ ระบุว่า ไทยเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากนิวซีแลนด์เฉลี่ย 8.88% โดยสินค้าที่จัดเก็บภาษีนำเข้าในอัตราสูง ได้แก่ ธัญพืช ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ ผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ พืชไร่ ผัก ผลไม้และเมล็ดถั่ว ผลิตภัณฑ์อาหาร และสิ่งทอ ขณะที่นิวซีแลนด์เก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากไทยเฉลี่ย 3.22% โดยภาคการผลิตที่จัดเก็บภาษีในอัตราสูง ได้แก่ ผลิตภัณฑ์จากหนัง เครื่องแต่งกาย ผลิตภัณฑ์โลหะ และผลิตภัณฑ์จากไม้

แม้ว่าข้อตกลงเขตการค้าเสรีมีผลบังคับใช้แล้ว อัตราภาษีนำเข้าสินค้าจะเป็น 0% ซึ่งจะทำให้ผู้ส่งออกไทยได้ประโยชน์จากการส่งออกสินค้าบางรายการ เช่น ผลิตภัณฑ์จากหนัง เครื่องแต่งกาย แต่ผลประโยชน์ที่จะได้รับโดยรวมไม่มากนักเมื่อเปรียบเทียบกับผู้ส่งออกของนิวซีแลนด์จะได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้าจากไทย เพราะนิวซีแลนด์เป็นตลาดขนาดเล็ก

ประเทศไทยต้องลดภาษีในสัดส่วนที่มากกว่านิวซีแลนด์ โดยเฉพาะในสินค้าธัญพืช ผลิตภัณฑ์นม อาหาร และอุปกรณ์โทรคมนาคม

ไทยมีอัตรากีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีเฉลี่ยมากกว่านิวซีแลนด์ ในปี 2537 เฉลี่ย 37.13% โดยภาคการผลิตที่มีอัตรากีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีในระดับสูง ได้แก่ ธัญพืช ผัก ผลไม้และเมล็ดถั่ว พืชไร่อื่น ผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ ผลิตภัณฑ์อาหาร และผลิตภัณฑ์จากไม้

ขณะที่นิวซีแลนด์มีอัตรากีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีกับสินค้านำเข้าจากไทยเฉลี่ย 1.72% โดยภาคการผลิตที่มีอัตรากีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีในระดับสูง ได้แก่ ผลิตภัณฑ์จากหนัง ผลิตภัณฑ์จากแร่ธาตุ และเครื่องจักรอุปกรณ์

และทำให้เกิดการปรับลดอัตรากีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีระหว่างกันด้วย ส่งผลให้ภาคการผลิตของไทยที่ได้รับผลประโยชน์จากส่งออกเพิ่มขึ้น เช่น ผลิตภัณฑ์จากหนัง ส่วนภาคการผลิตของไทยที่ได้รับผลกระทบด้านลบ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์นม ผักผลไม้และเมล็ดถั่ว ผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ น้ำมันและไขมันจากพืช และผลิตภัณฑ์จากไม้

Professor Kriengsak Chareonwongsak
ข้อเสนอแนะ ไทยจึงไม่ควรเปิดเสรีอย่างสมบูรณ์ในสินค้าทุกชนิดทันที ควรเลือกเปิดเสรีในสินค้าบางชนิดก่อน และควรกำหนดเงื่อนไขการเปิดเสรี โดยเฉพาะเงื่อนไขระยะเวลาลดอัตราภาษี เพื่อการเตรียมพร้อมของผู้ผลิตในประเทศ และลดความได้เปรียบเสียเปรียบของผู้ผลิตทั้งสองประเทศ

การจัดทำเขตการค้าเสรีที่มุ่งเน้นเฉพาะเรื่องการค้าและลงทุน อาจทำให้ไทยไม่ได้ประโยชน์สูงสุด รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับความร่วมมือด้านอื่นด้วย ซึ่งประเด็นที่ไทยควรร่วมมือกับนิวซีแลนด์ และจะเป็นประโยชน์มาก คือ ความร่วมมือในด้านสิ่งแวดล้อม เนื่องจากนิวซีแลนด์เป็นประเทศที่ให้ความสำคัญด้านสิ่งแวดล้อมเป็นอันดับต้น โดยมีพระราชบัญญัติการจัดการทรัพยากร เริ่มบังคับใช้ในปี 2534 ซึ่งนับว่าเป็นกฎหมายฉบับแรกของโลกที่จัดการปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

การที่ไทยสร้างความร่วมมือกับนิวซีแลนด์ในธุรกิจด้านสิ่งแวดล้อม จะเป็นผลดีต่อไทยที่สามารถอาศัยความรู้ วิทยาการจัดการสิ่งแวดล้อมของนิวซีแลนด์ เพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมของไทยได้มีประสิทธิภาพ
บทความ ของ ศาสตราจารย์ ดร. เกรียงศักดิ์ เจริญวงศักดิ์ (Profressor Kriengsak Chareonwongsak, Senior Fellow at Harvard University's Center of Business and Government and an Associate) credit by www.kriengsak.com

แบงก์ชาติ หรือ รัฐบาล? ใครควรกำกับสถาบันการเงิน

ใครควรกำกับสถาบันการเงิน แบงก์ชาติ หรือ รัฐบาล?

ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์  กรุงเทพธุรกิจ  วันที่ 03 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2548

ประเด็นคำถามเรื่อง "อิสรภาพของแบงก์ชาติ" เป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจมาโดยตลอด และยังเป็นข้อถกเถียงกันอยู่ว่า ธนาคารกลาง ควรมีอิสระในระดับใด เพราะแต่ละฝ่ายต่างมีจุดยืน และเหตุผลของตนเอง เมื่อไม่นานมานี้ มีข่าวดังออกมาอีกว่า รัฐบาลจะมีการเปลี่ยนแปลงตัวผู้ว่าการแบงก์ชาติ คือ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล และเตรียมที่จะลดบทบาทของแบงก์ชาติลงด้วย

ที่ผ่านมา แบงก์ชาติทำหน้าที่กำกับดูแลสถาบันการเงิน ดูแลนโยบายการเงิน และดูแลในเรื่องของหนี้เสียทั้งระบบ ในความเห็นของผมคิดว่า ควรให้แบงก์ชาติมีอิสระในการทำหน้าที่ต่างๆ เหล่านี้ต่อไป เนื่องจากการปล่อยให้มีการแทรกแซงทางการเมือง จะเกิดผลเสียมากกว่าผลดี เช่น

ผลเสียต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ หากธนาคารกลางอยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงการคลัง ทำให้จำเป็นต้องปฏิบัติตามคำสั่งของกระทรวงการคลัง

Professor Kriengsak Chareonwongsak
แต่การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลส่วนใหญ่ มักจะคิดถึงเพียงการทำให้เศรษฐกิจขยายตัวในระยะสั้น เพื่อสร้างคะแนนนิยมแก่ตนเองให้ได้เป็นรัฐบาลอีกครั้งหนึ่ง 

ในขณะที่ธนาคารกลางที่เป็นอิสระ จะมุ่งรักษาเสถียรภาพของเศรษฐกิจ เช่น ที่ผ่านมา รัฐบาลต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยอาศัยภาคอสังหาริมทรัพย์เป็นตัวนำ มาตรการที่รัฐนำมาใช้ คือ การลดหย่อนภาษีเพื่อช่วยเหลือภาคอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งได้ผลอย่างมาก เพราะทำให้การซื้อขายที่ดินทั่วประเทศสูงขึ้น แต่รัฐบาลจำเป็นต้องเลิกมาตรการดังกล่าวไป เมื่อธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกมาเตือนในเรื่องภาวะฟองสบู่ ที่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินนโยบายดังกล่าว และหากการดำเนินนโยบายการเงินการคลังขาดความโปร่งใส ก็อาจจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนด้วย

ยกตัวอย่าง การดำเนินการที่มีอิสระของธนาคารกลางของสหรัฐหรือเฟด ถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจสหรัฐ นักลงทุนต่างชาติล้วนเชื่อมั่นในการทำงานของเฟด ขณะที่นโยบายการเงินของประเทศในแถบละตินอเมริกา ปราศจากความน่าเชื่อถือ เพราะธนาคารกลางของประเทศเหล่านี้ขาดความเป็นอิสระจากรัฐอย่างแท้จริง

ด้วยเหตุนี้ หากการทำหน้าที่ของแบงก์ชาติถูกแทรกแซงจากรัฐบาล ย่อมอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือในการปล่อยกู้ ตามนโยบายของรัฐบาล หรือปล่อยให้เกิดการแทรกแซงของนักการเมืองในการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ ทำให้ระบบเศรษฐกิจอยู่ในภาวะที่มีความเสี่ยงสูง

ความเป็นอิสระเป็นเงื่อนไขที่จำเป็นสำหรับความน่าเชื่อถือของธนาคารกลาง การให้อิสระแก่แบงก์ชาติ จึงน่าจะเป็นประโยชน์มากกว่าการแทรกแซงได้โดยรัฐ

ดังนั้น ผู้ที่มีอำนาจในการตัดสินใจควรพิจารณาให้รอบคอบ ก่อนที่จะลดอำนาจแบงก์ชาติ และเพิ่มอำนาจแก่รัฐ
บทความ ของ ศาสตราจารย์ ดร. เกรียงศักดิ์ เจริญวงศักดิ์ (Profressor Kriengsak Chareonwongsak, Senior Fellow at Harvard University's Center of Business and Government and an Associate) credit by www.kriengsak.com

จริงหรือ? เศรษฐกิจพิเศษ ดี?

เขตเศรษฐกิจพิเศษดีจริงหรือ?

ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์  กรุงเทพธุรกิจ   วันที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2548

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการ ร่างพระราชบัญญัติเขตเศรษฐกิจพิเศษ เมื่อวันที่ 11 ม.ค.ที่ผ่านมา และคาดว่าจะนำมาใช้ได้ในรัฐบาลสมัยหน้า มีสาระสำคัญ คือ กำหนดให้มีการจัดตั้ง เขตเศรษฐกิจพิเศษขึ้น ซึ่งจะต้องยกเลิก พ.ร.บ.การจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมทั้งฉบับ นิคมต่างๆ ในปัจจุบันจะเปลี่ยนสถานะเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ

โดยคาดว่า จะดำเนินการในบริเวณเกาะช้าง เกาะพีพี ภูเก็ต พังงา เมืองใหม่นครนายก เชียงราย แม่สอด ตาก โดยแต่ละพื้นที่จะมีการออกเป็นพระราชกฤษฎีกาเฉพาะในพื้นที่ เพราะมีวัตถุประสงค์เฉพาะที่ต่างกัน เช่น ด้านพาณิชยกรรม อุตสาหกรรม การบริการ และการท่องเที่ยว แต่ละเขตเศรษฐกิจพิเศษจะมีผู้ว่าการมืออาชีพที่เข้ามาทำงานโดยสัญญาจ้างที่มีวาระ 4 ปี และมีสำนักงานกลางบริหารพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ เป็นองค์กรมหาชนเป็นผู้ดูแล ซึ่งจะให้บริการแบบเบ็ดเสร็จครบวงจร หรือ one stop service

Professor Kriengsak Chareonwongsak
เขตเศรษฐกิจพิเศษนี้ จัดตั้งขึ้นเพื่อให้การพัฒนาพื้นที่เฉพาะสอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่ และความต้องการของประชาชน และเพื่อให้การพัฒนาระบบบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดีเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ อันจะช่วยเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของประเทศให้สูงขึ้น ซึ่งโดยหลักการอาจจะดี แต่โดยวิธีการแล้วไม่อาจทำให้การบริหารบ้านเมืองมีประสิทธิภาพดีขึ้น

เนื่องจาก การผ่อนผันกฎหมายบางอย่างอาจสร้างปัญหาต่อบ้านเมืองส่วนรวม

พ.ร.บ.เขตเศรษฐกิจพิเศษที่จะออกมานี้ อาจจะสร้างปัญหาต่อบ้านเมืองได้ เพราะมีการผ่อนผันยกเว้นการใช้กฎหมายหลายประการ เช่น การจ้างแรงงานต่างด้าวเกินกำหนดได้ ซึ่งทำให้ท้องถิ่นต้องรับภาระเพิ่มขึ้นในการจัดการแรงงานต่างด้าวที่อาจจะสร้างปัญหา

นอกจากนี้ ใน พ.ร.บ.ยังอนุญาตให้ต่างชาติสามารถถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดินได้ และสามารถเช่าที่ดินยาวนานถึง 99 ปี ทั้งๆ ที่ยังมีคนไทยอีกจำนวนมากที่ไม่มีที่ดินทำกินแต่รัฐกลับอนุญาตให้ต่างชาติที่ครอบครองและมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินได้ก่อน รวมถึงเรื่องการส่งเงินออกนอกประเทศของบริษัทข้ามชาติที่ยังไม่ข้อกำหนดหรือการควบคุมแต่อย่างใด ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อค่าเงินบาท และเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจโดยรวมได้ หากบริษัทเหล่านี้นำเงินออกนอกประเทศจำนวนมากในเวลาอันสั้น เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540

การบริหารงานรวมศูนย์อำนาจ ท้องถิ่นขาดการมีส่วนร่วมตัดสินใจ ตาม พ.ร.บ.จะกำหนดให้เขตเศรษฐกิจพิเศษมีสถานะเป็นนิติบุคคล ซึ่งบริหารโดยผู้ว่าการมืออาชีพที่เข้ามาทำงานโดยสัญญาจ้างที่มีวาระ 4 ปี โดยอำนาจการตัดสินใจจะเป็นของผู้บริหารคนนี้ ซึ่งประชาชนไม่มีโอกาสได้มีส่วนในการตัดสินใจ ทั้งๆ ที่เป็นสิทธิของประชาชน เนื่องจากการพัฒนาทางเศรษฐกิจอาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่นได้

การจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษเป็นสิ่งที่กระตุ้นการค้าและการลงทุน ซึ่งส่งผลต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ ถ้าจะทำต้องทำด้วยความรอบคอบ การเร่งรีบเกินไปอาจเป็นการสร้างปัญหามากกว่า และทำให้ประชาชนเดือดร้อนโดยไม่จำเป็น
บทความ ของ ศาสตราจารย์ ดร. เกรียงศักดิ์ เจริญวงศักดิ์ (Profressor Kriengsak Chareonwongsak, Senior Fellow at Harvard University's Center of Business and Government and an Associate) credit by www.kriengsak.com

ปรับ "ค่าจ้างขั้นต่ำ" ต้องคิดให้ลึกรอบด้าน

ปรับ "ค่าจ้างขั้นต่ำ" ต้องคิดให้ลึกรอบด้าน

ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์  กรุงเทพธุรกิจ  วันที่ 1 พฤษภาคม 2547

ค่าจ้างขั้นต่ำถือว่าเป็นรายได้ในระดับมาตรฐานของการดำรงชีพขั้นต่ำที่สุด (minimum standard of living) ที่มนุษย์คนหนึ่งพึงได้รับ หากได้รับค่าจ้างในระดับที่ต่ำไปกว่านี้ แรงงานผู้นั้นจะไม่สามารถดำรงชีพอยู่ได้

การกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำแท้ที่จริงจึงมีวัตถุประสงค์ด้านมนุษยธรรมเป็นหลัก ทั้งนี้ แรงงานถือเป็นประชาชนกลุ่มใหญ่ของประเทศ การกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำให้มีอัตราเพิ่มขึ้นโดยอีกนัยหนึ่งจึงเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับประชาชน ซึ่งอาจจะเป็นวิธีการหนึ่งในการกระตุ้นเศรษฐกิจจากการเพิ่มขึ้นของกำลังซื้อของประชาชน และยังเป็นวิธีการในการกระจายรายได้ให้กับคนยากจน รวมทั้งอาจทำให้ความเหลื่อมล้ำของรายได้ลดลง

หากพิจารณาด้วยแนวคิดทางทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ การกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำมีทั้งข้อดีและข้อเสียที่ควรทำความเข้าใจ ดังนี้

ข้อดีของการมีค่าจ้างขั้นต่ำ ในกรณีที่การบังคับใช้ค่าจ้างขั้นต่ำมีประสิทธิภาพ จะทำให้แรงงานในระบบได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย ทำให้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและมีความมั่นคงในชีวิตมากขึ้น เนื่องจากค่าจ้างไม่ขึ้นลงตามกลไกตลาด นอกจากนี้ ค่าจ้างขั้นต่ำยังอาจช่วยลดความเหลื่อมล้ำระหว่างค่าจ้างระหว่างแรงงานหญิงและชาย และทำให้ครัวเรือนของแรงงานไร้ฝีมือมีรายได้เพียงพอ ส่งผลทำให้ความยากจนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

ในทางกลับกันข้อเสียของการมีค่าจ้างขั้นต่ำ อาจทำให้นายจ้างไม่จ่ายค่าจ้างแก่ลูกจ้างตามความจำเป็นของลูกจ้างหรือตามผลิตภาพ(ฝีมือ)ของลูกจ้างแต่ละคน แต่ให้ค่าจ้างเป็นอัตราเดียวกันทั้งหมด คือตามอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ลูกจ้างที่มีฝีมือดีกับลูกจ้างที่มีฝีมือต่ำกว่าได้รับค่าจ้างในอัตราที่เท่ากัน ส่งผลทำให้ไม่เกิดการจูงใจให้แรงงานพัฒนาตนเอง

การเพิ่มอัตราค่าจ้างขั้นต่ำยังทำให้แรงงานไร้ฝีมือถูกผลักออกจากการจ้างงานในระบบจำนวนมากขึ้น และกลายเป็นแรงงานนอกระบบที่ไม่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน รวมทั้งยังทำให้ค่าจ้างนอกระบบต่ำลงด้วย เพราะแรงงานกลุ่มดังกล่าวที่ย้ายออกไปทำงานในภาคเศรษฐกิจนอกระบบ จะทำให้อุปทานของแรงงานนอกระบบเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ การขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำอาจจะทำให้นายจ้างรับภาระต้นทุนค่าจ้างแรงงานที่สูงกว่ามูลค่าผลผลิตที่ได้จากแรงงาน ทำให้สูญเสียความสามารถในการแข่งขัน นายจ้างจึงอาจเปลี่ยนไปใช้เครื่องจักรแทนแรงงานหากคุ้มกว่าการจ่ายค่าจ้างแรงงาน ส่งผลให้ความต้องการจ้างแรงงานลดลง

ในกรณีที่มีการขึ้นค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำบ่อยครั้ง อาจจะทำให้ธุรกิจไม่สามารถวางแผนต้นทุนการผลิตล่วงหน้าได้ เพราะค่าจ้างอาจจะสูงขึ้นขณะที่ราคาสินค้าไม่สามารถขึ้นได้ทันที นอกจากนี้ยังมีผลทำให้สินค้าส่งออกมีราคาสูงขึ้น และไม่สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ การปรับอัตราค่าแรงขั้นต่ำบ่อยๆ ยังอาจจะทำให้แรงงานที่เป็นคนชอบพักผ่อน (prefer to rest) ไม่มีแรงจูงใจจะพัฒนาตนเองเพื่อที่จะหารายได้มากขึ้น

สำหรับประเทศไทยนั้น เนื่องจากตลาดการจ้างงานมีแรงงานไร้ฝีมือจำนวนมาก และในปัจจุบันตลาดแรงงานอยู่ในสภาพที่มีอุปทานแรงงานส่วนเกินอยู่แล้ว ดังนั้นหากมีการยกเลิกการกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำ น่าจะทำให้แรงงานไร้ฝีมือมีค่าจ้างลดต่ำลงทันที แต่แรงงานไร้ฝีมือจะมีงานทำมากขึ้น เนื่องจากค่าจ้างที่ลดต่ำลงจะจูงใจให้นายจ้างหันมาจ้างแรงงานไร้ฝีมือมากขึ้น

ทำให้เกิดการดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติเข้ามามากขึ้น โดยเฉพาะการลงทุนในอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น ส่วนราคาสินค้าจะต่ำลงและส่งออกสินค้าราคาถูกได้มากขึ้น แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นคือจะไม่ทำให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิต เนื่องจากผู้ประกอบการไม่มีแรงจูงใจจะใช้เครื่องจักรแทนแรงงาน ขณะที่ผู้ที่ทำอาชีพอิสระและแรงงานที่มีรายได้สูงจะไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด

ประเด็นเกี่ยวกับค่าจ้างขั้นต่ำเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและส่งผลกระทบในหลายด้านดังที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น ดังนั้นผู้มีอำนาจในการตัดสินใจจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบ ไม่สามารถพิจารณาแต่เพียงประเด็นใดประเด็นหนึ่งได้ การเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำอาจหมายถึงความอยู่ดีกินดีของประชาชนบางส่วนและอาจหมายถึงการถูกปลดออกจากงานของประชาชนบางส่วนด้วยเหมือนกัน

การขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำในขณะที่ระดับฝีมือแรงงานไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างสอดคล้องกับค่าแรงที่เพิ่มขึ้น อาจกลายมาเป็นผลกระทบทางอ้อมต่อระดับราคาสินค้าที่อาจสูงขึ้นจากการมีต้นทุนในการผลิตสูงขึ้น

ค่าแรงที่เพิ่มขึ้นอาจเป็นเพียงการเพิ่มขึ้นของจำนวนเงิน แต่กำลังซื้อมิได้เพิ่มขึ้น รวมทั้งยังส่งผลกระทบทำให้กำลังซื้อของคนในประเทศลดลงด้วย ซึ่งทำให้สวัสดิการสังคมในภาพรวมอาจไม่เพิ่มขึ้น ทั้งหมดนี้ล้วนสะท้อนให้เห็นถึงความเกี่ยวโยงและความสำคัญของค่าจ้างขั้นต่ำที่มีต่อเศรษฐกิจและสังคมไทย การตัดสินใจเกี่ยวกับค่าจ้างขั้นต่ำจึงต้องคิดให้ลึกและรอบด้านอย่างแท้จริง

  บทความ ของ ศาสตราจารย์ ดร. เกรียงศักดิ์ เจริญวงศักดิ์ (Profressor Kriengsak Chareonwongsak, Senior Fellow at Harvard University's Center of Business and Government and an Associate) credit by www.kriengsak.com

Saturday, September 10, 2011

ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ การผลักดันให้ไทยมีมหาวิทยาลัยวิจัย


การผลักดันให้ไทยมีมหาวิทยาลัยวิจัย นับเป็นเรื่องที่ภาครัฐเริ่มให้ความสนใจ กระทรวงศึกษาธิการ มีนโยบายที่จะผลักดันให้มหาวิทยาลัยสร้างผลงานวิจัย เพื่อนำวิจัยไปใช้ได้จริง ตรงความต้องการ สามารถนำไปใช้งานได้จริง ทั้งนี้มหาวิทยาลัยวิจัยที่จะเกิดขึ้นนี้ ไม่ได้เป็นการสร้างมหาวิทยาลัยขึ้นมาใหม่ แต่เป็นการจัดประเภทมหาวิทยาลัยที่มีอยู่ รวมไปถึงการเพิ่มขีดความสามารถด้านอื่นของมหาวิทยาลัยร่วมด้วย

ทั้งนี้ได้มีผู้เชี่ยวชาญตั้งข้อสังเกตว่า มหาวิทยาลัยวิจัยอาจเกิดขึ้นยาก และต้องใช้เวลาในการพัฒนาเนื่องจาก ปัญหาการวิจัยในมหาวิทยาลัยไทยส่วนใหญ่นั้น ขาดอาจารย์ที่มีประสบการณ์ในการทำวิจัย ขาดเงินสนับสนุนการวิจัย รวมถึงการทำวิจัยของมหาวิทยาลัยเอง มักมีลักษณะต่างคนต่างทำ ไม่มีการวางแผนการทำวิจัยร่วมกัน เพื่อให้เกิดคุณภาพและประสิทธิภาพ รวมถึงมีความหลากหลาย เกิดประโยชน์สูงสุด

หากพิจารณาจากตัวอย่างของฮาร์วาร์ด ซึ่งได้ชื่อว่า เป็นแหล่งสร้างสรรค์งานวิจัยที่มีคุณภาพ เป็นประโยชน์ต่อหลายวงการ ส่งผลให้ฮาร์วาร์ดได้รับการจัดอันดับเป็น 1 ใน 25 มหาวิทยาลัยวิจัยดีเด่น จากโครงการเดอะเซ็นเตอร์ (The Center) มหาวิทยาลัยฟลอริดา เราพบข้อคิดสำคัญที่อาจเป็นแนวทางเพื่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะนำไปประยุกต์ เพื่อพัฒนามหาวิทยาลัยวิจัยให้เกิดขึ้นในประเทศไทยในเร็ววัน

ผู้บริหารเห็นคุณค่าการทำวิจัย ความมีชื่อเสียงและมีผลงานวิจัยเป็นที่ประจักษ์แก่คนทั่วโลกนั้น ส่วนหนึ่งมาจากผู้บริหารมหาวิทยาลัยรุ่นแล้วรุ่นเล่า ที่ผลักดันและกำหนดกลไกอย่างเป็นรูปธรรม วาดภาพให้บุคลากรเห็นว่า มหาวิทยาลัยจะมุ่งเน้นงานวิจัยในด้านใด ใครจะเข้ามามีส่วนร่วมบ้างอย่างไร ผู้เรียนจะถูกพัฒนาทักษะด้านใด เพื่อทำวิจัยอย่างมีคุณภาพ เป็นต้น

สร้างแรงจูงใจให้อาจารย์ทำวิจัย กำหนดมาตรการสร้างแรงจูงใจให้อาจารย์และบุคลการในมหาวิทยาลัยทำวิจัย เช่น ทำสัญญาจ้างงานชั่วคราวกับอาจารย์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ และศาสตราจารย์บางประเภท ถ้าไม่มีผลงานวิจัยและงานวิชาการตีพิมพ์อย่างต่อเนื่อง มหาวิทยาลัยมีสิทธิบอกเลิกสัญญา ทำให้คณาจารย์ทุกคณะต่างกระตือรือร้น ทำผลงานวิชาการกันอย่างจริงจัง

สร้างบุคลาการวิจัยผ่านการเรียนการสอน การเรียนการสอนในฮาร์วาร์ดนั้น ล้วนเป็นไปในทิศทางที่สอนให้นักศึกษารู้จักค้นคว้า ฝึกฝนทักษะการคิด การทำวิจัยในทุกวิชา และทุกระดับ โดยอาจารย์เน้นให้นักศึกษาที่ทำวิจัยมีผลงานวิจัยที่เป็นต้นแบบ เป็นนวัตกรรม หาหนทางวิธีการที่ดีที่สุด ที่นำพาให้ผู้เรียนรู้จักความจริง รวมถึงเปิดโอกาสให้นักศึกษาทำวิจัยเขียนงานวิชาการ ทำงานวิจัยร่วมกับผู้สอน

ร่วมมือเอกชน นำงานวิจัยสู่ภาคปฏิบัติ ฮาร์วาร์ดมีแนวทางในการต่อยอดงานวิจัย เพื่อแก้ปัญหา “งานวิจัยขึ้นหิ้ง” โดยการสร้างความร่วมมือกับบริษัทเอกชน เพื่อต่อยอดงานวิจัย สร้างนวัตกรรม และนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ โดยเฉพาะจุดเด่นของมหาวิทยาลัย เช่น การแพทย์และสาธารณสุข วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชีวภาพ การบริหารธุรกิจ การเมืองการปกครอง เป็นต้น

ตีพิมพ์งานวิจัย ขยายแนวคิดสู่ระดับนานาชาติ ฮาร์วาร์ดมีสำนักพิมพ์ และออกสื่อสิ่งพิมพ์เป็นของตนเองหลายฉบับ การเป็นเจ้าของสื่อนี้เอง ที่เป็นทั้งช่องทางในการขยายความคิด จับจองพื้นที่ ถ่ายทอดความรู้ออกสู่สังคม เพื่อให้บุคคลหลายอาชีพได้นำไปใช้ประโยชน์ต่อไป

Professor Kriengsak Chareonwongsak

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเสริมที่สนับสนุนให้ฮาร์วาร์ด และมหาวิทยาลัยอีกหลายแห่งในสหรัฐอเมริกามีความตื่นตัว และพัฒนาตนเอง เพื่อเป็นมหาวิทยาลัยที่สามารถสร้างสรรค์ผลงานวิจัยที่ทั่วโลกยอมรับ นั้นคือ การสนับสนุนด้านต่าง ๆ จากรัฐบาลและภาคีอื่นในสังคม ไม่ว่าจะเป็น

กลไกด้านกฎหมาย ที่จูงใจให้เกิดการวิจัยระหว่างมหาวิทยาลัยและภาคธุรกิจเอกชน ที่เห็นชัดเจนคือ Bayh-Dole Act หรือ Patent and Trademark Law Amendments Act 1980 ซึ่งประกาศใช้ เมื่อปี ค.ศ.1980 และปรับปรุงอีกครั้งเมื่อปี ค.ศ.1984 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ส่งเสริมให้มหาวิทยาลัย เชื่อมโยงการวิจัยสู่การใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์มากขึ้น

กฎหมายฉบับนี้ ระบุให้ผู้วิจัยที่รับทุนวิจัยจากงบประมาณของรัฐ สามารถนำงานวิจัยไปจดสิทธิบัตร และขายสิทธิบัตรให้ภาคการผลิตได้ ส่งผลให้เกิดความตื่นตัวในการทำวิจัย และจดสิทธิบัตรของมหาวิทยาลัย รวมถึงการสร้างความร่วมมือด้านสิทธิประโยชน์ระหว่างภาควิชาการกับเอกชนมากขึ้น

กลไกด้านงบประมาณ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดได้รับการสนับสนุนทุนการวิจัยจากหลายภาคส่วน ทั้งรัฐบาลกลาง รัฐบาลท้องถิ่น มูลนิธิ บริษัท สถาบันวิจัย โรงพยาบาล รวมถึงหน่วยงานอื่นจากต่างประเทศ ฯลฯ

สิ่งที่น่าขบคิดคือ การสนับสนุนทุนวิจัยจากหน่วยงานต่าง ๆ ล้วนมีทิศทางการสนับสนุนในด้านที่มีประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ และการพัฒนาคุณภาพประชากร เช่น ด้านสาธารณสุข การแพทย์ และวิทยาศาสตร์ และยังได้สะท้อนให้เห็นถึงความความพยายามสร้างความร่วมมือ เพื่อสร้างความเข้มแข็งในงานวิจัยร่วมกัน

สะท้อนคิดสู่ประเทศไทย ผมเห็นว่า หากรัฐบาลเห็นคุณค่าการพัฒนาประเทศโดยอยู่บนฐานการวิจัย รัฐบาลควรมีวิสัยทัศน์ว่า จะจัดสรรงบประมาณเพื่อการวิจัย โดยพิจารณาจากจุดแกร่งของมหาวิทยาลัย และหน่วยงานที่มีศักยภาพ เพื่อการผลิตองค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์ในการพัฒนาประเทศ

รวมถึงแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อกระตุ้นภาคธุรกิจลงทุนด้านการวิจัยมากขึ้น สนับสนุนให้เกิดการวิจัยเชิงพาณิชย์ การให้ความสำคัญกับการจดสิทธิบัตร หรือเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการวิจัยและพัฒนาร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัยและภาคธุรกิจให้เกิดขึ้นจริงได้

ในส่วนของมหาวิทยาลัย ต้องขับเคลื่อนตนเอง เพื่อให้รองรับต่อการพัฒนาไปสู่การสร้างความเข้มแข็งด้านการวิจัย โดยเริ่มต้นจากผู้บริหารจะที่ให้ความสำคัญและการสนับสนุนอย่างจริงจัง มีการพัฒนาระบบการผลิตผลงานวิจัยของคณาอาจารย์และนักวิชาการในมหาวิทยาลัย รวมถึงลดการพึ่งพางบประมาณจากรัฐ โดยหันไปแสวงหาแหล่งทุนสนับสนุนงานวิจัยทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ พัฒนาศักยภาพตนเอง โดยพิจารณาจากจุดแกร่งของมหาวิทยาลัย เพื่อสร้างความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ให้เป็นที่ยอมรับในวงกว้าง

การวิจัยนับเป็นหัวใจของการพัฒนากำลังคน และการพัฒนาประเทศ ให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน การส่งเสริมให้ทุกภาค โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยที่เป็นสถาบันที่มีศักยภาพ ทั้งทางด้านองค์ความรู้และบุคลากร ให้เห็นคุณค่าการพัฒนาระบบวิจัย สอดคล้องกับความต้องการของสังคม และการพัฒนาประเทศจึงเป็นเรื่องที่ควรให้ความสำคัญและได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง

บทความ ของ ศาสตราจารย์ ดร. เกรียงศักดิ์ เจริญวงศักดิ์ (Profressor Kriengsak Chareonwongsak, Senior Fellow at Harvard University's Center of Business and Government and an Associate) credit by www.kriengsak.com

Monday, April 18, 2011

อนุรักษ์ท้องทะเลไทยอย่างไร ให้ได้ผลอย่างยั่งยืน


วันทะเลโลกที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2552 ที่ผ่านมา ช่วยจุดประกายให้สังคมไทยได้หันกลับมาตระหนักถึงความสำคัญของทะเลไทยอีก ครั้ง หลังจากที่พบว่าท้องทะเลไทยต้องประสบกับวิกฤตขยะพลาสติกอย่างหนักในช่วงที่ ผ่านมา ซึ่งขยะดังกล่าวนี้ได้สร้างความเสียหายให้กับแนวปะการังและสัตว์น้ำใต้ทะเล เป็นอย่างมาก สำหรับในเบื้องต้น ผมเห็นว่า ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องควรดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง เป็นระบบและครอบคลุมในทุกสาเหตุของปัญหา อันได้แก่
รณรงค์กระตุ้นจิตสำนึกรักษ์ทะเล ให้กับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย ชาวต่างประเทศและประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ เช่น รณรงค์ให้มีการเก็บขยะไว้ในกระเป๋าก่อนนำไปทิ้งลงในถังขยะเพื่อจะได้นำไป ทำลายอย่างถูกวิธี หรือรณรงค์ให้มีการเลิกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ย่อยสลายได้ยาก อย่างเช่น ถุงพลาสติก ขวดน้ำพลาสติก ควบคู่ไปกับการจำกัดจำนวนการใช้และการรณรงค์ให้ใช้สิ่งอื่นทดแทน ซึ่งสามารถย่อยสลายได้ง่าย และไม่เป็นพิษเป็นภัยกับธรรมชาติ ทั้งนี้ โดยดำเนินการอย่างต่อเนื่องและประสานกับทุกหน่วยงานให้เข้ามามีส่วนร่วม ไม่ว่าจะเป็น ส่วนราชการ กระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม บริษัทท่องเที่ยว ชาวบ้านในพื้นที่และชาวประมง
กำหนดพื้นที่เขตปลอดขยะ เพื่อใช้สำหรับเป็นมาตรการในการควบคุมและแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน โดยการเริ่มต้นสำรวจสภาพพื้นที่ท้องทะเลทั้งหมดอย่างละเอียดและกำหนดเป็นแถบ สีต่าง ๆ ไว้ในแผนที่ เช่น พื้นที่สีแดง หมายถึง พื้นที่ที่ได้รับความเสียหายมาก ต้องได้รับการฟื้นฟูอย่างเร่งด่วน พื้นที่สีเหลือง หมายถึง พื้นที่ที่ได้รับความเสียหายรองลงมา แต่ยังไม่รุนแรงมากนัก พื้นที่สีเขียว หมายถึง พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบน้อย ยังค่อนข้างมีความสมบูรณ์ หลังจากนั้น จึงกำหนดให้พื้นที่สีแดงเป็นพื้นที่เขตปลอดขยะที่ต้องได้รับการควบคุมดูแล เป็นพิเศษ เช่น จัดกำลังเจ้าหน้าที่ไปควบคุมดูแลอย่างเจาะจง จนกว่าพื้นที่ดังกล่าวจะได้รับการรื้อฟื้นให้กลับมาเป็นพื้นที่สีเหลืองหรือ สีเขียว ในขณะเดียวกันก็พัฒนาพื้นที่สีเหลืองที่มีอยู่ให้กลายมาเป็นพื้นที่สีเขียว และอนุรักษ์พื้นที่แถบสีเขียวให้ยังคงอยู่ในสภาพปกติต่อไป ซึ่งต้องดำเนินการให้เกิดขึ้นอย่างจริงจังและมีการประเมินผลเป็นประจำทุกปี
จัดโซนนิ่งพื้นที่อุตสาหกรรม ในภูมิภาคต่าง ๆ ไม่เฉพาะเพียงแค่ในบริเวณภาคใต้ของประเทศเท่านั้น ทั้งนี้ โดยคำนึงถึงผลกระทบภาพรวมเป็นสำคัญ และเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพิจารณาถึงผล กระทบที่อาจจะเกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการนั้น ๆ ด้วย
ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ด้วยการกำหนดตัวชี้วัดที่สามารถวัดผลได้จริงเป็นรูปธรรม ควบคู่ไปกับการสร้างค่านิยมที่ถูกต้องเกี่ยวกับการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ให้เกิดขึ้นในทุกภาคส่วนของสังคมอย่างต่อเนื่องจริงจัง
ถึงเวลาแล้วที่สังคมไทยควรต้องเอาจริงเอาจังในการป้องกันและแก้ไขปัญหาดัง กล่าวนี้ก่อนที่ปัญหาที่เกิดขึ้นจะลุกลามและรุนแรงจนยากแก่การแก้ไข หรือเกินกว่าที่จะสามารถรื้อฟื้นให้กลับมาอยู่ในสภาพที่ดีได้ดังเดิม

Wednesday, April 6, 2011

professor kriengsak charownowngsak 5 Strategic Thinking Enhancement

5 รูปแบบการคิดเชิงกลยุทธ์ 5 Strategic Thinking Enhancement
“เรียนรู้สุดยอดแนวคิดและวิธี คิดเชิงกลยุทธ์ที่น่าสนใจในแบบต่าง ๆ ถึง 5 แบบไม่ว่าจะเป็น Paradigm Shift, VISION,Scenario Planning,Game Theory, Innovation Thinking โดยนักคิดเชิงกลยุทธ์ระดับประเทศ รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์” ผู้บริหารที่ประสบความสำเร็จในปัจจุบันคิดอย่างไร คำตอบคือ ผู้บริหารเหล่านั้น ล้วนเป็นนักคิดเชิงกลยุทธ์ (Strategic Thinker) แนวคิดเชิงกลยุทธ์ได้ถูกพัฒนามาต่อเนื่องจากอดีตกาล และมีหลายแนวคิดที่ได้รับการยอมรับเป็นอย่างสูงว่าเป็นสุดยอดแนวคิดที่เรา ควรเรียนรู้ และรู้จักใช้วิธีคิดเหล่านั้น
ผู้บริหารที่ประสบความสำเร็จในปัจจุบันคิดอย่างไร คำตอบคือ ผู้บริหารเหล่านั้น ล้วนเป็นนักคิดเชิงกลยุทธ์ (Strategic Thinker) แนวคิดเชิงกลยุทธ์ได้ถูกพัฒนามาต่อเนื่องจากอดีตกาล และมีหลายแนวคิดที่ได้รับการยอมรับเป็นอย่างสูงว่าเป็นสุดยอดแนวคิดที่เรา ควรเรียนรู้ และรู้จักใช้วิธีคิดเหล่านั้นซึ่งในหลักสูตรนี้ได้คัดสรร รูปแบบวิธีคิดเชิงกลยุทธ์ดังกล่าวมาเสนอใน ห้าวิธีคิดที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง กล่าวคือ
1) Paradigm Shift
2) VISION
3) Scenario Planning
4) Game Theory
5) Innovation Thinking