Showing posts with label เศรษฐกิจ. Show all posts
Showing posts with label เศรษฐกิจ. Show all posts

Saturday, February 11, 2012

ความท้าทายและผลกระทบต่อประเทศไทย


ระเบียบเศรษฐกิจโลกใหม่ : 
ความท้าทายและผลกระทบต่อประเทศไทย
...ระเบียบเศรษฐกิจโลกใหม่ที่กำลังเกิดขึ้น
ในอนาคต จะทำให้ประเทศไทยต้องเผชิญ
ทั้งโอกาสและความเสี่ยง
      บทความนี้ ผมจะวิเคราะห์ถึงความ
ท้าทายและผลกระทบของระเบียบเศรษฐกิจ
โลกใหม่ที่มีต่อประเทศไทย ดังต่อไปนี้

ประการแรก การแข่งขันที่รุนแรงจากเศรษฐกิจ
เกิดใหม่ ประเทศไทยต้องเผชิญการแข่งขันที่
รุนแรงขึ้นจากเศรษฐกิจเกิดใหม่...

                                 
เศรษฐกิจขั้วใหม่เกิดขึ้น...

More detail please see at ::www.kriengsak.com

บทความโดย ศาสตราจารย์ ดร. เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ (Professor Kriengsak Chareonwongsak)  

Sunday, September 18, 2011

Professor Kriengsak Chareonwongsak Eco Car


อีโคคาร์ช่วยประเทศ ประหยัดพลังงานจริงหรือ?

ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์  กรุงเทพธุรกิจ  วันพุธที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2550

จากสภาวะเศรษฐกิจของประเทศที่ชะลอตัวลง เนื่องจากการบริโภคภาคประชาชนและการลงทุนชะลอตัวลง รัฐบาลจึงต้องแสวงหามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมาเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ มาตรการหนึ่งที่มีการกล่าวถึง คือ โครงการผลิตรถยนต์ประหยัดพลังงานตามมาตรฐานสากล หรือ "อีโคคาร์" ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมเชื่อว่า เป็นโครงการที่สามารถดึงการลงทุนเข้ามาได้ และยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในอีกทางหนึ่ง มาตรการนี้จึงกำลังจะถูกนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อหาข้อสรุปในวันที่ 5 มิถุนายนนี้

สำหรับแนวคิดการสนับสนุนการผลิตอีโคคาร์นั้นเกิดขึ้นมานานแล้ว แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จในการผลักดันแนวคิดนี้ เนื่องจากไม่สามารถหาข้อสรุปในประเด็นสำคัญๆ คือ การกำหนดคุณสมบัติของอีโคคาร์ และการลดอัตราการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตของอีโคคาร์

การหาข้อสรุปดังกล่าว ผู้กำหนดนโยบายจำเป็นต้องพิจารณาผลประโยชน์และผลกระทบหลายด้าน อาทิเช่น การดึงดูดการลงทุน การพัฒนาการผลิตรถยนต์เล็กเพื่อการส่งออก การลดการใช้พลังงาน การลดมลภาวะ การลดลงของรายได้ภาครัฐ ผลกระทบต่อการผลิตรถยนต์ประเภทอื่น ฯลฯ

สำหรับบทความนี้จะขอพิจารณาเฉพาะประเด็นที่ว่า อีโคคาร์จะช่วยให้ประเทศประหยัดพลังงานได้จริงหรือไม่ ซึ่งการตอบคำถามนี้ จะใช้แนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ คือ ผลของรายได้ (income effect) และผลของการทดแทน (substitution effect)

การส่งเสริมการผลิตอีโคคาร์ อาจจะทำให้การใช้พลังงานลดลงจากแนวโน้มที่ควรจะเป็นหรือไม่ก็ได้ โดยขึ้นอยู่กับว่า ผลของรายได้และผลของการทดแทน ผลด้านใดจะมากกว่ากัน

หากวิเคราะห์ โดยการจำแนกผู้ซื้อรถยนต์ออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 ผู้ที่ต้องการซื้อรถยนต์มือหนึ่ง กลุ่มที่ 2 ผู้ที่ต้องการซื้อรถยนต์มือสอง และกลุ่มที่ 3 ผู้ที่ยังไม่ตัดสินใจซื้อรถยนต์ แม้จะมีรายได้เพียงพอในการซื้อรถยนต์มือหนึ่งหรือรถมือสอง

บุคคลสองกลุ่มแรกเป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มจะซื้อรถยนต์อยู่แล้ว ไม่ว่าจะมีการผลิตอีโคคาร์หรือไม่ แต่บุคคลกลุ่มที่สามเป็นกลุ่มที่ไม่ตัดสินใจซื้อรถยนต์ แต่อาจเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจได้ หากมีการผลิตอีโคคาร์
Professor Kriengsak Chareonwongsak


ผลของการทดแทน หมายถึง ความแตกต่างของพลังงานที่ใช้ในรถยนต์ หากคนบางส่วนในกลุ่มที่ 1 และ 2 หันมาซื้ออีโคคาร์ แทนการซื้อรถยนต์มือหนึ่งและรถมือสอง สมมติว่า หากไม่มีอีโคคาร์ คนส่วนหนึ่งในสองกลุ่มแรกซื้อรถยนต์แบบเดิม และใช้พลังงานในการขับขี่รถยนต์รวมกันเท่ากับ X หน่วย แต่หากมีอีโคคาร์ เขาเหล่านั้นจะซื้ออีโคคาร์ และใช้พลังงานในการขับขี่อีโคคาร์รวมกันเท่ากับ Y หน่วย ความแตกต่างของการใช้พลังงานจึงเท่ากับ X-Y ซึ่งเป็นผลประโยชน์ที่ได้จากการใช้พลังงานลดลง

สำหรับผลของรายได้ หมายถึง พลังงานที่ใช้ในอีโคคาร์ ซึ่งบุคคลกลุ่มที่ 3 ตัดสินใจซื้อ เนื่องจากอีโคคาร์ที่มีราคาถูก อาจทำให้ผู้บริโภคกลุ่มที่ 3 ที่มีรายได้เพียงพอ แต่ไม่คิดจะซื้อรถยนต์ หันมาตัดสินใจซื้ออีโคคาร์ ซึ่งจะทำให้การบริโภคพลังงานเพิ่มขึ้น โดยสมมติว่าการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นนี้เท่ากับ Z หน่วย

หากการส่งเสริมของภาครัฐ ทำให้ผลของการทดแทน (X-Y) มากกว่า ผลของรายได้ (Z) แสดงว่า การสนับสนุนการผลิตอีโคคาร์ประสบความสำเร็จในการลดการใช้พลังงาน แต่หากเป็นไปในทางตรงกันข้าม หมายความว่า มาตรการนี้ล้มเหลวในการลดการใช้พลังงาน

ทั้งนี้ จากการประเมินเบื้องต้นจากพฤติกรรมการซื้อรถยนต์ของประชาชน หากรัฐบาลลดอัตราภาษีสรรพสามิตอีโคคาร์ จะทำให้คนทั้งสามกลุ่มหันมาซื้ออีโคคาร์มากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของบริษัท นาโน เซิร์ช จำกัด ที่พบว่า คนตัดสินใจซื้อรถโดยให้ความสำคัญกับเรื่องการประหยัดพลังงานเป็นอันดับ 1 ร้อยละ 13.5 และพิจารณาจากราคาซื้อ ขาย เป็นอันดับ 3 ร้อยละ 8.5

อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมการซื้อรถยนต์ของคนไทยเป็นไปเพื่อความมีหน้ามีตาในสังคมด้วย ดังนั้น หากรัฐบาลลดอัตราภาษีน้อยเกินไป จะทำให้ราคาอีโคคาร์ไม่จูงใจให้คนสองกลุ่มแรกหันมาใช้อีโคคาร์ ในทำนองเดียวกัน หากรัฐบาลลดอัตราภาษีมากเกินไป จนทำให้ราคาของอีโคคาร์ถูกมากเกินไป อาจจะทำให้คนสองกลุ่มแรก ไม่ต้องการซื้ออีโคคาร์ก็เป็นได้ เพราะมองว่าเป็นสินค้าด้อย (inferior goods) แต่อาจจะทำให้คนกลุ่มที่สามซื้ออีโคคาร์มากขึ้น เพราะให้ความสำคัญกับราคามากกว่าความมีหน้ามีตาในสังคม

ด้วยเหตุนี้ อัตราภาษีสรรพสามิตของอีโคคาร์ควรอยู่ในระดับที่เหมาะสม ไม่มากหรือน้อยเกินไป เพื่อทำให้เกิดผลของการทดแทนมากกว่าผลของรายได้ และทำให้การใช้พลังงานโดยรวมในรถยนต์ลดลงมากที่สุด

นอกจากนี้ หากรัฐบาลต้องการสนับสนุนอีโคคาร์ เพื่อลดการใช้พลังงานเป็นสำคัญ รัฐบาลอาจจะกำหนดมาตรการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดผลของการทดแทนมากขึ้น โดยไม่เพิ่มผลของรายได้ เช่น การเก็บค่าธรรมเนียมโอนรถมือสองในอัตราสูงขึ้น การเพิ่มค่าธรรมเนียมการต่อทะเบียนรถเก่า การเพิ่มภาษีสิ่งแวดล้อมจากการใช้น้ำมัน เป็นต้น เพื่อทำให้ผู้ที่จะซื้อรถยนต์มือหนึ่งและมือสองหันมาใช้อีโคคาร์มากขึ้น

ถึงกระนั้น การกำหนดมาตรการเกี่ยวกับอีโคคาร์ รัฐบาลจำเป็นต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ และผลกระทบหลายด้านดังกล่าวข้างต้น ซึ่งอาจใช้กรอบแนวคิดผลของรายได้ และผลของการทดแทนในการวิเคราะห์ได้เช่นเดียวกัน แต่การพิจารณาผลของมาตรการนี้มีความซับซ้อนมาก รัฐบาลจึงจำเป็นต้องมีการศึกษาวิจัยเพื่อการกำหนดอัตราภาษีที่เหมาะสม มิใช่การกำหนดด้วยการต่อรองของกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ


บทความจาก ศาสตราจารย์ ดร. เกรียงศักดิ์ เจริญวงศักดิ์ (Profressor Kriengsak Chareonwongsak, Senior Fellow at Harvard University's Center of Business and Government and an Associate)

Saturday, January 8, 2011

Kriengsak Chareonwongsak:เศรษฐกิจไทยปี 54

drdan Kriengsak Chareonwongsak:เศรษฐกิจไทยปี 54

drdancando ให้สัมภาษณ์ เกี่ยวกับเศรษฐกิจปีนี้ดังนี้


ผมจึงเชื่อว่าเศรษฐกิจโตประมาณนี้คงโตได้อย่างที่บอกปีหน้า แต่มีสัญญาณการชะลอตัวในทุกตัวๆ โตแบบชะลอ ไม่ได้ชะลอแบบชะลอ โตแบบชะลอหมายความว่า เช่นการส่งออกเห็นชัดเลยว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาสท้ายๆ เริ่มช้าลงมาก เราเห็นตัวเลขการส่งออกไทยช่วงแรกๆ ครึ่งปีแรก ปี 53 ส่งออกประมาณ 45% ถ้าจำไม่ผิด ในเดือนท้ายๆ เหลือ 10 กว่า % นั่นแสดงว่าอาการการส่งออกจะช้าลงแล้ว ถ้าส่งออกช้า เศรษฐกิจไทยโตไม่ทันการส่งออกก็จะทำให้เศรษฐกิจไทยโตช้าลง การลงทุนของภาคเอกชนก็ชัดว่านักลงทุนภาคเอกชนในเวลานี้แม้สถานการณ์เอื้อให้เขาควรจะลงทุนให้แล้ว เพราะว่ากำลังผลิตของเครื่องจักรทั้งหลายใช้ไปแล้ว 70-80% เป็นส่วนใหญ่โดยเฉลี่ย นั่นหมายความว่าถึงเวลาจะขยายการลงทุน สร้างเครื่องจักร สร้างโรงงานใหม่ก็จริง แต่ปรากฏว่าสิ่งที่เกิดขึ้นน่าสนใจมาก นักลงทุนเหยียบเบรกช้าลง ทำไมเป็นเช่นนั้น อาจเป็นเพราะว่านักลงทุนยังมองว่าปีหน้ายังไม่แน่นอน ไม่รู้ว่าการเมืองจะเป็นอย่างไร ความอึมครึมของสถานการณ์การเมือง จะยุบสภาเมื่อไหร่ เลือกตั้งมาแล้วใครจะเป็นรัฐบาล นโยบายจะเปลี่ยนหรือไม่ ก็ทำให้นักลงทุนโดยธรรมชาติเหยียบเบรก พอเหยียบเบรกก็จะไปมองประเทศอื่นที่เป็นคู่แข่ง ที่พอจะไปได้ ตรงนี้เป็นเหตุที่อยากบอกว่าถ้ารัฐบาลอยากจะยุบสภาก็ต้องให้ชัดไปเลยว่ายุบเมื่อไหร่ นักลงทุนจะได้วางแผนได้ จะช่วยทำให้เศรษฐกิจไทยไม่กระเทือนโดยไม่จำเป็น แต่ถ้าเกิดว่าพูดคลุมเครืออย่างนี้เพื่อดูเกมการเมืองว่าจะยุบเมื่อไหร่เพื่อได้ประโยชน์ ผมกลับคิดว่าทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบ
บทความวิเคราะห์ โดย Professor Kriengsak Chareonwongsak

ทางเศรษฐกิจ ผมอยากเห็นการประกาศชัดเจนว่าจะยุบสภาเมื่อไหร่ ตรงนี้จะช่วยให้นักลงทุนวางแผนได้ คำนวณเวลาได้ จัดการตัวเองได้ ดังนั้นเรื่องการลงทุนจะเป็นตัวสำคัญซึ่งจะเติบโตไม่แรงนักในบรรยากาศที่ผมเล่าเป็นตัวอย่าง การบริโภคภาคเอกชนเป็นการบริโภคที่จะต้องไปได้ไม่แรงนัก ชะลอตัวอยู่ สาเหตุมาจาก

ในส่วนแรก ปัญหาเงินเฟ้อเกิดขึ้น กำลังแรงขึ้น หักลบกลบกลับแม้ว่าได้รายได้เพิ่ม เช่น ค่าแรงขั้นต่ำเพิ่มประมาณ 8-10 บาท เฉลี่ยแล้วกว่า 11 บาท แต่หนุนให้เกิดการมีเงินในกระเป๋าไปใช้ของคนที่ได้เงินขั้นต่ำก็จริง หรือว่าค่าแรงของเงินเดือนข้าราชการก็ดีหรือนักการเมืองเพิ่มก็ดี คนเหล่านี้อาจจะใช้มากขึ้นก็จริง แต่ไปหักลบกลบกับเงินเฟ้อนั่นส่วนหนึ่ง

อีกส่วนที่สอง ผมมีความรู้สึกว่าประชาชนยังไม่ค่อยมั่นใจว่าสถานการณ์อนาคตจะเป็นอย่างไร ตัวเลขการใช้เงินจึงไม่ได้รุนแรงเหมือนอย่างที่อยากที่จะเห็น ฉะนั้นการบริโภคไม่ได้กระตุ้นอย่างรุนแรงนัก มันก็ไปตกอยู่ที่ตัวสำคัญตัวหนึ่งก็คือ การใช้จ่ายภาครัฐ เห็นชัดว่ารัฐบาลกระตุ้นอย่างแรง ตั้งงบประมาณขาดดุลค่อนข้างมาก จาก 2 ล้านล้าน งบประมาณแผ่นดินขาดดุลถึง 4 แสน 2 หมื่นล้าน นั่นหมายความว่าตั้งใจกระตุ้นเงินใช้จ่ายภาครัฐ และก็มีเงินไทยเข้มแข็งอีกประมาณ 2 แสนถึง 5 แสนล้าน ตรงนี้เองเป็นตัวที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจระดับหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตามคงจะทำได้ถึงจุดหนึ่ง แบบที่เห็นเศรษฐกิจไทยปีหน้า คิดว่าโตประมาณ 3.5 – 4.7 % เป็นไปได้อยู่ที่สถานการณ์ นั่นคือสภาพที่เห็นอยู่

เราสมมติว่าราคาน้ำมันจะอยู่ในสถานะที่ไม่เปลี่ยนแปลงอย่างผันผวนมาก เราสมมติว่าค่าเงินของเรานั้นจะอยู่ในสภาพที่ไม่สร้างปัญหาให้กับเรามากจนเกินไปซึ่งก็คงอยู่ในสภาพที่พอรับได้ วันนี้อย่าดูระบบเศรษฐกิจที่ตลาดหลักทรัพย์เป็นหลัก ตลาดหลักทรัพย์ไทยมีตัวเลขที่แสดงอาการพุ่งทะยานเป็นอันดับต้นๆ แต่มิได้หมายความว่านั่นคือสภาพจริงของเศรษฐกิจทั้งหมด เดี๋ยวจะต้องมีการปรับฐานในครึ่งปีแรก ตลาดหลักทรัพย์จะต้องปรับฐานพักหนึ่ง และก็ปรับกลับขึ้นไปใหม่ได้ แต่ต้องปรับลงอีกช่วงใดช่วงหนึ่ง ดังนั้นอย่าสนใจเรื่องตลาดหลักทรัพย์เป็นหลัก แม้ว่าตลาดหลักทรัพย์จะสะท้อนภาพจริงระยะยาว แต่ระยะสั้นไม่ใช่ ผมจึงอยากฝากว่าสิ่งที่เราต้องคำนึงมากๆ ไม่ใช่เรื่องอาการเศรษฐกิจว่าตัวเลขโตไม่โตเท่านั้น ต้องดูเรื่องอื่นอีกหลายเรื่อง ระยะยาวเศรษฐกิจไทยสามารถต่อสู้ได้หรือไม่ แข็งแกร่งหรือไม่ และตรงนี้คือหน้าที่รัฐบาลทุกรัฐบาลต้องคำนึงมาก ผมกังวลมากเมื่อฝ่ายการเมืองทุกพรรคที่มาเป็นรัฐบาลมักจะสนใจเรื่องการเลือกตั้ง จึงปั๊มเศรษฐกิจแรงโดยใช้เงินอัดลงไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งยุคนี้จะเห็นประชานิยมเต็มรูปแบบใส่ลงไปมากที่สุดกว่าครั้งใดๆ ผมกังวลว่าถ้าเราคิดในสไตล์นี้ ต่อไปเศรษฐกิจไทยจะไม่มีใครดูแลภาพระยะยาวอย่างแท้จริง ก็จะอ้างเรื่องโครงสร้างพื้นฐานเล็กๆ น้อยๆ ไปบ้าง แต่จริงๆ แล้วเงินเรามีไม่เยอะพอ เพราะว่าเงินของเราเหลือ 10 กว่า % เท่านั้น ที่เอาไว้ใช้ลงทุน ที่เหลืองบแผ่นดินใช้เป็นเงินเดือนประจำบ้าง และ 10 กว่า % นี้ มีเงินอยู่นิดเดียวเท่านั้นเองที่จะใช้ในการลงทุน และเราจะทำอย่างไร ถ้า 10 กว่า % นั้น รั่วไหลไปประมาณ 30 % ถ้าพูดตามประธานหอการค้าพูดว่ามีคอร์รัปชั่นไป 30 % หมายถึงเงินเหลืออยู่นิดเดียวในการจะไปลงทุนระยะยาว ผมกังวลว่าวิธีการจัดการบ้านเมืองโดยพรรคการเมืองปัจจุบัน ทุกพรรคที่ทำกันมา และถ้ายังปล่อยการเมืองเป็นน้ำเน่าอย่างนี้อยู่ บ้านเมืองจะถอยหลังเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ไม่ได้บินถอยหลังเหมือนเครื่องบินบินถอยหลัง บินไปข้างหน้าแต่บินไปข้างหน้าช้าเมื่อเทียบกับประเทศอื่น เห็นชัดๆ เราพ่ายแพ้ทุกประเทศรอบข้างหมดแล้ว ในอดีตไกลๆ พอใกล้จะสู้ญี่ปุ่นได้เมื่อยุคเก่าโบราณ เมื่อก่อนชนะเกาหลีจนแพ้เกาลี เมื่อก่อนชนะไต้หวันจนแพ้ไต้หวัน เมื่อก่อนเรารวยกว่าสิงคโปร์ตอนนี้สิงคโปร์รวยกว่าเรา 10 กว่าเท่า เมื่อก่อนเรากับมาเลเซียพอฟัดพอเหวี่ยง เดี๋ยวนี้มาเลเซียทิ้งเราขาด และทีนี้จะไปแข่งกับเวียดนามมันก็ถอยหลังตลอด เพราะการเมืองที่ไม่ดูแลเศรษฐกิจ

ผมอยากฝากว่าจำเป็นที่ต้องได้รัฐบาลที่ดี ที่สนใจภาพอนาคตของประเทศ ที่มีวิสัยทัศน์ ต้องระมัดระวังการทำการเมืองสไตล์น้ำเน่า เป็นการเมืองสไตล์ลดแลกแจกแถม ประชานิยม ทุ่มเทจ่ายเงินราคาถูก เพื่อหวังจะได้คะแนนเสียง เรื่องนี้เป็นเรื่องอันตรายและเรื่องคอร์รัปชั่นต้องเลิก ไม่เลิกประเทศไทยจะมีปัญหาร้ายแรง

drdancando vdo link

Wednesday, October 20, 2010

Kriengsak Chareonwongsak : Knowledge base economy

Kriengsak  Chareonwongsak :ไทยต้องเป็นเศรษฐกิจฐานความรู้ ไม่ใช่แค่เศรษฐกิจสร้างสรรค์

เมื่อไม่นานมานี้ผมได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็นของผมในงานสัมมนาที่จัดโดยมหาวิทยาลัยเกริก เรื่อง “ยุคสังคมอุตสาหกรรมสร้างสรรค์: ความฝันหรือความจริงแห่งอนาคต” ซึ่งนอกจากผมแล้วยังมีวิทยากรหลายท่านได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ซึ่งปัจจุบันเป็นนโยบายที่รัฐบาลพยายามผลักดันให้เกิดขึ้นไว้อย่างน่าสนใจ


โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่าการจะเข้าใจทิศทางของประเทศว่าควรจะเป็นเศรษฐกิจสร้างสรรค์หรือไม่นั้นต้องเข้าใจพัฒนาการทางสังคมโดยรวมเสียก่อน ซึ่งผมได้อธิบายเรื่องนี้ไว้ในหลายโอกาสว่าการเปลี่ยนแปลงทางสังคมของโลกนั้นมีลักษณะเป็น “คลื่น 7 ลูก” เริ่มต้นจากคลื่นลูกที่ 0 คือ สังคมเร่ร่อน ทักษะสำคัญในยุคนี้ คือ การล่าสัตว์ ดังนั้นผู้ที่ล่าสัตว์เก่งจึงได้เป็นผู้นำแห่งยุค ถัดมาคลื่นลูกที่ 1 คือ สังคมการเกษตร ซึ่งคนเริ่มตั้งรกราก ปัจจัยที่สำคัญในยุคนั้น คือ ที่ดิน ทำให้ผู้ที่มีความสามารถในการรบเพื่อขยายเขตแดน ได้เป็นผู้นำแห่งยุค จากนั้นคลื่นลูกที่ 2 คือ สังคมอุตสาหกรรม ซึ่งเริ่มจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมในอังกฤษ ทำให้อังกฤษมีอิทธิพลในโลกอย่างมาก เนื่องจาก มีทักษะที่จำเป็นมากกว่าใครนั่นคือ ความสามารถในการผลิต การค้า และการลงทุน ต่อมาโลกพัฒนาเข้าสู่คลื่นลูกที่ 3 คือ สังคมข้อมูลข่าวสาร ซึ่งข้อมูลข่าวสารมีความซับซ้อนขึ้น ทำให้ผู้ที่มีความสามารถในการจัดการข้อมูลจึงได้เป็นผู้นำแห่งยุค (เช่น บิลล์ เกตส์) ปัจจุบันโลกมาถึงคลื่นลูกที่ 4 คือ สังคมเศรษฐกิจฐานความรู้ ทำให้ประเทศที่สามารถใช้ความรู้ในการผลิต มีนวัตกรรม มีการวิจัยและพัฒนาในกระบวนการผลิตมาก ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าประเทศอย่างสหรัฐ ได้เป็นผู้นำแห่งยุค เนื่องจาก มีการวิจัยและการสร้างนวัตกรรมเกิดขึ้นอย่างมากมาย อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินทางปัญญาของสหรัฐนั้นมีมูลค่าสูงถึง 5 – 5.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และส่งออกอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับลิขสิทธิ์สูงถึง ร้อยละ 50

ในขณะที่โลกพัฒนามาถึงคลื่นลูกที่ 4 แต่ประเทศไทยเองยังอยู่ในช่วงคลื่นลูกที่ 1 ลูกที่ 2 และ คลื่นลูกที่ 3 ผสมผสานกัน เกิดการต่อสู้และความขัดแย้งระหว่างกลุ่มทุนเก่า (คลื่นลูกที่ 2) กับ กลุ่มทุนใหม่ที่มาจากสายโทรคมนาคม (คลื่นลูกที่ 3) ซึ่งมีความสามารถในการบริหารจัดการข้อมูลมากกว่า ดังนั้นหากประเทศไทยต้องการที่จะพัฒนาไปข้างหน้าและได้ประโยชน์จากกระแสของโลก รัฐบาลต้องพยายามขี่ยอดคลื่นลูกที่ 4 หรือพัฒนาประเทศให้เป็นสังคมเศรษฐกิจฐานความรู้ เพียงเป็นเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์เท่านั้น

เศรษฐกิจฐานความรู้ แตกต่างจากเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เนื่องจาก ความรู้เกิดจากความสามารถในการคิด ซึ่งการคิดให้ได้ความรู้อย่างครบถ้วนนั้น ต้องอาศัยการคิด 10 มิติ ซึ่งผมได้เขียนเป็นหนังสือเอาไว้แล้ว การคิดสร้างสรรค์เป็นเพียงการคิดมุมหนึ่งใน 10 มิติเท่านั้น ยังขาดอีก 9 มิติ การเป็นเศรษฐกิจสร้างสรรค์จึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการสร้างเศรษฐกิจฐานความรู้เท่านั้น ซึ่งภาครัฐไม่ควรละเลยมิติอื่นๆ ในการคิดเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมไทยบนพื้นฐานของความรู้ด้วย ดังนั้น ผมจึงเห็นว่าประเทศไทยควรตั้งเป้าหมายในการพัฒนาตัวเองเป็นเศรษฐกิจฐานความรู้มากกว่า

สถานการณ์ปัจจุบันจำนวนการจดสิทธิบัตรและทรัพย์สินทางปัญญาหรือจำนวนการตีพิมพ์งานวิชาการในวารสารรวมทั้งสิ่งใหม่ที่เกิดจากการคิดเองของคนไทยโดยไม่ลอกเลียนต่างชาตินั้นมีน้อยมาก การจะผลักดันประเทศไทยให้เป็นเศรษฐกิจฐานความรู้นั้นถือเป็นงานหนักของรัฐบาลที่ต้องอาศัยการปฏิรูปอย่างรอบด้าน เช่น

ปฏิรูปคน คนไทยจำนวนมากคิดไม่เป็น เนื่องจาก ขาดประสบการณ์ และไม่ได้ฝึกฝนการใช้ความคิดมากนัก เนื่องจาก ระบบการศึกษาไม่มีคุณภาพ การเรียนและการทำงานส่งนั้นอาศัยการท่องจำและการตัดแปะ ซึ่งในอนาคตจะทำให้ปริญญา นั้นไร้คุณค่าลงไป คนที่มีปริญญาและไม่มีปริญญาจะไม่ต่างกันมาก นอกจากคิดไม่เป็นแล้วคนไทยยังมีค่านิยมหลายประการที่เป็นอุปสรรค เช่น ความรักสบาย ทำให้ชอบลอกเลียนแบบมากกว่าที่จะคิดเอง เป็นต้น ดังนั้นรัฐต้องผลักดันให้เกิดการปฏิรูปคนอย่างจริงจัง

ปฏิรูประบบ ประเทศไทยมีปัญหาเรื่องระบบองค์ความรู้อย่างมาก โดยเฉพาะเรื่องฐานข้อมูลที่นิยามไม่ตรงกัน ไม่ครบถ้วน มีหลายหน่วยงานรับผิดชอบและค่อนข้างจะต่างคนต่างทำ โดยไม่เชื่อมโยงกัน นอกจากนี้แล้วสิ่งสำคัญ คือ ประเทศไทยขาดระบบการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนา ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการสร้างองค์ความรู้ เห็นได้จากงบประมาณในด้านการวิจัยและพัฒนาต่อจีดีพีที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้วประเทศอื่น เป็นต้น หากเราไม่ปฏิรูปเรื่องนี้จะทำให้ประเทศไทยไม่สามารถที่จะสร้างสรรค์หรือสร้างความรู้ได้มากนัก เนื่องจาก การขาดองค์ความรู้

ปฏิรูปบริบท สังคมไทยมีลักษณะหลายประการที่ไม่สนับสนุนให้เกิดการสร้างความรู้และทำให้คน

ใช้ความคิดมากนัก เช่น สังคมอาวุโส ที่เน้นการเชื่อฟังมากกว่าความเข้าใจ หรือ สังคมที่ไม่ยอมรับความแตกต่าง ไม่อนุญาตให้คนเป็นแกะดำ หรือคิดต่าง เพราะจะมีการให้ร้ายหรือก่อให้เกิดความไม่พอใจ ทำให้คนส่วนใหญ่ต้องสงบเสงี่ยมอยู่ในกรอบอนุรักษ์นิยม เป็นต้น ลักษณะสังคมเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการปฏิรูปจากภาครัฐโดยเร่งด่วนเช่นเดียวกัน

ผมเห็นว่าเศรษฐกิจไทยยังสามารถแข่งขันและเอาตัวรอดได้ในระยะยาวท่ามกลางการแข่งขันทางเศรษฐกิจที่รุนแรงขึ้น หากรัฐบาลหันมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจบนฐานความรู้ ไม่ใช่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่เป็นเพียงกระแสนิยมเท่านั้น